ข้างหลังชีวิต ภาคมัชฌิมวัย ตอน”คนโรงแรม”(5)

ขอเรียนให้ท่านผู้อ่านที่ติดตามอ่านมาถึงตอนนี้ โปรดเข้าใจว่าทำไมผมจึงเขียนถึงงานประชาสัมพันธ์น้อยลง ทั้งๆที่น่าจะเป็นงานหลักของผมในการมาทำงานที่โรงแรมชวลิต ความจริงงานประชาสัมพันธ์ผมก็ยังทำอย่างสม่ำเสมอ แต่ทำๆไปมันคล้ายกับงานประจำมากขึ้นทุกที ข่าวสารต่างๆที่ส่งไปยังสื่อมวลชนก็ได้รับการตีพิมพ์อย่างดี ไม่น้อยหน้าโรงแรมอื่นๆ

แต่การบริหารงานที่ออสการ์คลับกลับเป็นงานที่ผมต้องเอาใจใส่อย่างดี เพราะเป็นงานที่โชว์รายได้อยู่ตลอดเวลา รายได้เพิ่มขึ้นนั่นหมายถึงเป็นผลงานของผมนั่นเอง โดยเฉพาะคุณชวลิต ทั่งสัมพันธ์ (ท่านประธานฯ) ท่านชอบมานั่งพักผ่อนดื่มเครื่องดื่มโปรดของท่านคือ คาลัวร์มิลค์ เป็นประจำเกือบทุกคืน ดังนั้นทุกอย่างในออสการ์คลับจึงต้องเรียบร้อยไม่ว่าการบริการของพนักงาน บรรยากาศที่แสนโรแมนติก ดนตรีต้องเล่นอย่างน่าประทับใจ ฯลฯ ผมจึงต้องทุ่มเทอย่างเต็มที่ให้กับออสการ์คลับ

สำหรับตอนนี้ผมจะพูดถึงนักร้องพิเศษจำนวน 6 คนเป็นนักร้องคนไทยที่มีชื่อในสมัยนั้น 5 คน เป็นนักร้องสาวจากฟิลิปปินส์จำนวน 1 คน ที่ไม่ว่าจะจ้างวงดนตรีวงไหนมาเล่น นักร้องทั้ง 6 คนนี้ก็จะร้องด้วยเสมอ เพราะท่านประธานฯท่านโปรดปรานเป็นพิเศษ

นักร้องคนไทย 5 คนนั้นคือ ศักรินทร์ บุณยฤทธิ์ (เสียชีวิตแล้ว) มีศักดิ์ นาครัตน์ สุดา(เม้า) ชื่นบาน ฉันทนา กิตติยพันธ์ และวราภรณ์ สุขสวัสดิ์ นักร้องสาวฟิลิปปินส์คือ อีเมลด้า (นามสกุลจำไม่ได้)

ตั้งแต่ผมมาบริหารออสการ์คลับ รายได้มีแต่เพิ่มขึ้นทุกเดือน ฝนตกฟ้าร้องอย่างไรรายได้ถัวเฉลี่ยทั้งปีไม่เคยต่ำกว่าเดือนละ 200,000 บาท เงินสองแสนบาทสมัยนั้น พ.ศ. 2516-2519 ท่านลองเปรียบค่าของเงินสมัยนี้ดู

ผมทำงานอย่างมีความสุขทั้งสองอย่างมาจนขึ้นปี พ.ศ. 2519 เค้าลางของการย้ายงาน(อีกแล้ว) ก็เริ่มขึ้น คุณวิรัตน์ อรรถาภิรักษ์ ผู้จัดการทั่วไปมีปัญหาขัดแย้งกับท่านประธานฯ ลาออกไปทำงานที่โรงแรมเฟิร์สท ถนนเพชรบุรี ตรงข้ามกับพันธ์ทิพย์พลาซ่าปัจจุบันนี้ โทร.มาชวนผมทุกวันให้ไปช่วยงานที่นั่น ผมก็ไม่รู้ตัดสินใจอย่างไรลาออกจากโรงแรมชวลิตไปอยู่ที่โรงแรมเฟิร์สท หากจะเทียบชั้นกันตอนนั้น โรงแรมเฟิร์สทยังห่างไกลกับโรงแรมชวลิตมากๆ

งานที่คุณวิรัตน์ให้ผมรับผิดชอบคือ งานประชาสัมพันธ์ ทำไปได้ประมาณสองเดือนคุณวิรัตน์ก็ปรึกษาผมว่า จะหาทางฟื้นฟูไนท์คลับเล็กๆบนชั้นสองที่ปิดมานานประมาณสองปีแล้วได้ใหม ไนท์คลับนี้ชื่อว่า ไฟร์แคร็กเกอร์ คุณปรียา รุ่งเรือง นักแสดงดาวโป๊สมัยนั้นสร้างขึ้นโดยเช่าพื้นที่ของโรงแรม มีที่นั่งเต็มที่ประมาณไม่เกิน 100 ที่นั่ง แต่ตกแต่งสวยงามสไตล์ดิสโก้เท็ค เมื่อผมดูสถานที่โดยรวมแล้วก็บอกคุณวิรัตน์ว่าน่าจะได้ แต่ต้องออกแรงประชาสัมพันธ์หนักมาก ต้องหาวงดนตรีชั้นแนวหน้าในสมัยนั้นมาเล่น คุณวิรัตน์ตกลงและสั่งการให้ช่างของโรงแรมจัดการปรับปรุงสถานที่ทันที ผมก็ไปหาวงดนตรีที่จะมาเล่น วงที่เด่นที่สุดตอนนั้นมีสองวงคือ วงกรีนแอปเปิ้ล (คุณวินัย แก้วบัว เป็นหัวหน้าวง) เล่นที่ออสการ์คลับ โรงแรมชวลิต ผมจ้างไปเล่นก่อนที่ผมจะลาออกประมาณสองเดือน  อีกวงหนึ่งคือ วง พีเอ็มไฟ้ว์ ของ ดอน สอนระเบียบ (แมวเก้าชีวิต) เล่นที่คาซาบลังก้า ชั้นใต้ดินโรงแรมมณเฑียร (สุริวงศ์)

แต่พิจารณาแล้ววงกรีนแอปเปิ้ลน่าจะไม่มีทาง เพราะกำลังมีแขกติดมาก และผมได้ข้อมูลมาจากพรรคพวกว่า วง พีเอ็มไฟว์ น่าจะมีทาง เพราะกำลังหมดสัญญาจ้างจากคาซาบลังก้า (กำลังจะปิดปรับปรุง) ผมจึงมุ่งไปที่วง พีเอ็มไฟว์ นั่งเฝ้าอยู่หลายคืน คอนแรก ดอน สอนระเบียบ พูดกับผมแบบหยามๆว่า พี่จะจ้างผมให้ไปเล่นที่ไนท์คลับเล้าไก่นั่นหรือ ผมก็ระงับใจไว้บอกว่าผมปรับปรุงดีแล้ว ดอนน่าจะลองไปเล่นดูนะ สุดท้ายดอนบอกผมว่าพี่กล้าสู้ราคาผมหรือ ผมต้องการเดือนละ 50,000 บาทนะ (ปกติตอนนั้นจะจ้างกันประมาณ 30,000-40,000 บาท) ผมก็มาปรึกษาคุณวิรัตน์ว่าจะตัดสินใจอย่างไร คุณวิรัตน์ให้ต่อรองราคาลงเหลือ 40,000 บาท มีเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์คนละหนึ่งแก้วต่อคน ระหว่างพักเบรค แต่ดอนไม่รับปากว่าจะมาเล่นหรือไม่มา เข้าใจว่าดอนคงไม่ทราบว่าคาซาบลังก้าจะปิดปรับปรุง

ต่อมาอีกประมาณหนึ่งสัปดาห็ดอนก็โทร.มาหาผมว่ายังสนใจวงเขาอีกหรือเปล่า เขาตัดสินใจมาเล่นให้แล้ว ผมก็ตอบโอเคไป จากนั้นผมก็โหมประชาสัมพันธ์ข่าวลงหน้าข่าวบันเทิง นสพ.รายวันทุกฉบับ มีรูปวงดนตรี พีเอ็มไฟซืแนบไปกับข่าว ข่าวก็ได้รับการตีพิมพ์เกือบจะพร้อมกันทุกฉบับ

จากนี้ก็กำหนดจัดงานแนะนำวงดนตรีกับสื่อมวลชน เชิญพรรคพวกที่เป็นนักประชาสัมพันธ์ ทุกสาขาอาชีพเท่าที่จะรู้จัก แขกประจำที่ออสการ์คลับด้วย ในงานแนะนำวงดนตรีนี้มีการพนันขันต่อระหว่าง ประภัสร ศรลัมน์ แห่ง ทีวี ช่อง 5 กับ ศักรินทร์ บุณยฤทธ์ ว่าไน์ท์คลับนี้จะอยู่เกินสามเดือนหรือไม่ งานจัดขึ้นประมาณเดือนมีนาคม 2519 ปรากฏว่าประภัสร์แพ้พนัน (ด้วยโต๊ะจีนหนึ่งโต๊ะ) เพราะไนท์คลับนี้อยู่มาเกินสามเดือน มีเกร็ดเล็กๆเกี่ยวเพลงของดอนเพลงหนึ่งคือเพลงเก้าล้านหยดน้ำตา เพลงนี้ดอนแต่งที่ค๊อฟฟี่ชอฟชื่อราชเทวีที่อยู่ชั้นล่างด้านหน้าโรงแรม ขณะกินข้าวเย็นกับผม และเรียบเรียงเสียงประสานร้องในไนท์คลับคืนนั้นเลย ปรากฏว่าต่อมาเพลงนี้ก็ดังระเบิดเป็นที่นิยมฟังของแฟนเพลงไปทั่วประเทศ

ผมทำงานที่โรงแรมเฟิร์สทได้ประมาณหกเดือน (มกราคม ถึงมิถุนายน) คุณจักร ปันยารชุน เจ้าของโรงแรมก็ขายโรงแรมนี้ให้กับนักธุรกิจชาวสิงค์โปร์ชื่อ มร.ยุน ฟุก เชียง คราวนี้ก็แพแตกคุณวิรัตน์โผไปซบอกคุณอากร ฮุนตระกูล(เสียชีวิตแล้ว) เจ้าของโรงแรมอิมพีเรียล หัวมุมถนนวิทยุ ปัจจุบันนี้คือ โรงแรมพลาซาเอทธินี ของคุณเจริญ สิริวัฒนภักดี

ปล่อยให้ผมเคว้งคว้างอยู่คนเดียว พี่สุกัญญา วาสนาส่ง(น้องสาวคุณพิชัย วาสนาส่ง) ซึ่งทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคล ก็สงสารผมเรียกให้ไปพบ แล้วถ่ายทอดวิชาการบริหารงานบุคคลให้ผม บอกว่าอาชีพนี้จะหากินในโรงแรมยั่งยืนว่าอาชีพประชาสัมพันธ์ เพราะอาชีพประชาสัมพันธ์ต่อไปสาวๆสวยๆจะมาแย่งไปทำหมด

โพสท์ใน คนโรงแรม | ติดป้ายกำกับ , , , | ใส่ความเห็น

ข้างหลังชีวิต ภาคมัชฌิมวัย ตอน”คนโรงแรม”(4)

ช่วงที่ผมทำงานที่โรงแรมชวลิต ผมมีโอกาสได้พบกับเหตุการณ์ความไม่สงบของบ้านเมือง 2 ครั้ง ที่เรียกกันว่า ตุลาวิปโยค ครั้งแรก 14 ตุลาคม 2516 ครั้งที่สอง 6 ตุลาคม 2519 ผมจะไม่กล่าวถึงเหตุการณ์ทั้งสองครั้งในข้อเขียนชุดนี้ เพราะเป็นประวัติศาสตร์ทางการเมือง ที่มีผู้เขียนถึงมากมายต่อเนื่องกันมาถึงวันนี้ ถ้าจะเขียนถึงบ้างพอเป็นกระสายยาก็คือ มีการประกาศเคอร์ฟิวในเหตุการณ์ความไม่สงบนั้น แต่เคอร์ฟิวเริ่มที่เวลา 23.00 น.ถึงเวลา 05.00 น. ลูกค้าของออสการ์คลับที่อยู่ชั้น 7 กลับบ้านไม่ได้ก็มาชุมนุมกันที่ บางกะปิคอ๊ฟฟี่ชอ๊ฟ คึกครื้นเป็นอันมาก ขายอาหาร(ส่วนใหญ่เป็นข้าวต้ม) และเครื่องดื่มกันเพลินไปเลย เห็นไม๊ในเสียก็มีดีเหมือนกันนะ แล้วแต่ว่าวิกฤตนั้นมันจะเป็นโอกาสของใคร

หน้าที่ของผู้จัดการออสการ์คลับนั้น นอกจากหน้าที่หลักๆคือการควบคุมดูแลกิจการให้ดำเนินไปอย่างราบรื่นแล้ว ก็มีหน้าที่หลักอีกสองอย่างคือ อย่างแรกต้องหมั่นตระเวณไปสังเกตุการณ์ ไนท์คลับของโรงแรมอื่นๆด้วย สมัยนั้นที่ดังๆก็มี เดอะ เดน โรงแรมอินทรา เดอะ ไนล์ โรงแรมแมนดาริน สามย่าน คาซาบลังก้า ชั้นใต้ดิน โรงแรมมณเฑียร (สุริวงศ์) บิลบอร์ด โรงแรมนารายณ์ ถนนสีลม การไปสังเกตุการณ์ก็เพื่อเป็นการสำรวจตลาดคนเที่ยวกลางคืนว่า ในช่วงนั้นแต่ละแห่งมีลูกค้ามากน้อยต่างกันอย่างไร วงดนตรี(สตริง)ที่เล่นแต่ละแห่งฝีมือเป็นอย่างไร และอื่นๆเท่าที่คิดว่าจะเป็นประโยชน์ต่อเรา

อย่างที่สองคือการพิจารณาจ้างวงดนตรีใหม่ เพราะคลับสมัยนั้นมักนิยมจ้างวงดนตรีครั้งละหนึ่งปี ถ้าเล่นดีมีลูกค้าติดใจก็ต่อสัญญาไปเรื่อยๆ ก่อนที่จะจ้างวงดนตรีใหม่ก็จะให้วงดนตรีที่สนใจจะมาเล่นที่คลับของเรา มาเล่นให้ดูก่อนเรียกว่า ออดิชั่น (Auadition) บางช่วงก็อาจจะมีวงดนตรีมาออดิชั่นมากถึง 2-3 วงก็มี การออดิชั่นจะเล่นในช่วงบ่ายประมาณ 14.00 น. ให้เล่นเพลงเร็ว(โซล) จำนวน 2 เพลง เพลงช้า 1 หรือ 2 เพลง เพลงที่จะให้เล่นออดิชั่นนั้นทางเราจะเป็นผู้กำหนดให้

สำหรับผู้ที่จะมาร่วมฟัง(ให้ความคิดเห็น) ก็เชิญผู้จัดการทั่วไป ผู้จัดการฝ่ายขาย หรือมิตรสหายบางคนก็ได้ ต่อมาเวลาวงดนตรีใหม่มาออดิชั่น ผู้มาร่วมฟังก็จะหายไปหมดเหลือผมเพียงคนเดียวก็มี เช่น วงดนตรีดิเอราวัณ ที่มาจากค่ายทหารอเมริกันที่อุดร ผมฟังเพียงคนเดียวเท่านั้น นับว่าเป็นงานที่เสี่ยงและอันตรายสำหรับผมอย่างยิ่ง เพราะเป็นคนที่ไม่รู้เรื่องดนตรีเลย แต่มีความสามารถพิเศษที่จะประชาสัมพันธ์ให้วงดนตรีที่จ้างดังได้แบบไม่เกิน 7 วัน (ไม่ได้โม้นะ)

วงดนตรีบางวงเขามีข้อจำกัดไม่สามารถจะมาออดิชั่นให้เราฟังได้ เขาลงทุนซื้อตั๋วเครื่องบินให้เราไปฟังคลับที่เขาเล่นก็มี เช่น วงดนตรี M7 (ประสิทธิ์ ชำนาญไพร เป็นหัวหน้าวง) เล่นที่โรงแรมอินทรา หาดใหญ่ กรณีนี้ในด้านจิตวิทยาวงดนตรีเขาจะมีความมั่นใจตนเองสูง เพราะเล่นสถานที่ที่เขาคุ้นเคย

บางวงก็น่าสงสารคือ วงดิเอราวัณ ต้องจ้างรถบันทุกขนเครื่องดนตรีมาจากอุดร มาเล่นให้ผมฟังสองครั้ง ครั้งแรกตัดสินใจไม่ได้(เพราะฟังคนเดียว) สุดท้ายผมก็จ้างเขา วงนี้มีจุดเด่นตรงที่ร้องเพลงสากลได้ดีไม่เพี้ยน ดนตรีเล่นแน่นดี เพราะเล่นให้ทหารอเมริกันฟังที่ค่ายอยู่สามปี วงนี้ใครๆก็ให้สมญาว่า ช้างเผือกเข้ากรุง แต่ผมต้องขัดสีฉวีวรรณให้หลายอย่าง ตั้งแต่ออกแบบเครื่องแต่งกายให้ใหม่ ซื้อเครื่องดนตรีบางชิ้นให้ใหม่ เพราะเครื่องดนตรีของเขาเก่าคร่ำคร่า พาไปไหว้สักการะพระพรหมที่สี่แยกราชประสงค์เพื่อขอพรให้ประสบความสำเร็จ ก่อนที่จะจัดงานแนะนำสื่อมวลชนอย่างเป็นทางการ

ตอนที่ผมรับงานเป็นผู้จัดการใหม่ๆ ออสการ์คลับเขาจะจ้างวงดนตรีต่างประเทศเล่นประจำ เช่น วง Bluestar Sister เป็นวงดนตรีพี่น้องผู้หญิงทั้งหมด 7 คน มาจากฮ่องกง ต่อมาผมก็เปลี่ยนนโยบายจ้างวงดนตรีคนไทย เริ่มที่วง The Professional ซึ่งท่านประธานฯก็ไม่ได้ทักท้วงแต่ประการใด  และวงดนตรีคนไทยก็ไม่ได้ทำให้รายได้ของคลับลดลงแต่ประการใด ทั้งเป็นการสนับสนุนอาชีพของคนไทยอีกประการหนึ่งด้วย

โพสท์ใน คนโรงแรม | ติดป้ายกำกับ , , , , | ใส่ความเห็น

ข้างหลังชีวิต ภาคมัชฌิมวัย ตอน”คนโรงแรม”(3)

ข้างหลังชีวิตตอนนี้ผมจะกล่าวถึงบุคคลต่างๆที่อยู่แวดล้อมตัวผมในการทำงานที่โรงแรมชวลิต หลังจากที่เคยกล่าวถึงเจ้าของโรงแรมมาแล้วคือ คุณชวลิต ทั่งสัมพันธ์ ต่อมาน่าจะเป็นผู้บังคับบัญชาหรือหัวหน้าผมในตำแหน่ง ผู้จัดการทั่วไป (General Manager) ซึ่งสมัยนั้นคือ คุณวิรัตน์ อรรถาภิรักษ์ นับเป็นผู้จัดการทั่วไปคนไทยที่มีชื่อเสียงและฝีมือในการทำงานระดับต้นๆของวงการโรงแรมคนหนึ่ง ผมไม่ค่อยทราบประวัตืความเป็นมาของท่านมากนัก แต่เท่าที่ดูด้วยสายตาของผมในสมัยนั้น เป็นคนที่มีรสนิยมในการแต่งกายดีมาก ชอบดื่มบรั่นดีตอนเย็นหลังเลิกงาน(พักผ่อน) สามารถใช้ภาษาอังกฤษได้ดี บุคลิคดูเหมือนเป็นคนดุ จริงจังกับงาน ใครๆที่เป็นลูกน้องท่านสมัยนั้นมักจะเกรงกลัวกันพอสมควร แต่สำหรับผมรู้สึกเฉยๆครับ คุณวิรัตน์นี่แหละมีส่วนเป็นตัวแปรให้ผมต้องเปลี่ยนงาน(อีกแล้ว) จะเล่าให้อ่านในโอกาสต่อไป

สำหรับบุคคลต่อมาที่เป็นเพื่อนร่วมงานผมคือ คุณรัชนีวรรณ (ต้อย) รัตนวิระกุล เป็นชาวแม่กลอง สมุทรสงคราม ทำงานเป็นเลขาของผู้จัดการทั่วไปที่โรงแรมนี้มาหลายคน รวมทั้งเป็นเลขาคุณวิรัตน์ด้วย บุคคลิกเป็นคนว่องไว คล่องแคล่ว มีความสามารถในงานด้านเอกสาร ละเอียดถี่ถ้วนไม่มีความผิดพลาด เป็นที่รักและเกรงใจของเพื่อนร่วมงานทุกคนทุกฝ่าย เพราะโดยตำแหน่งงานคนก็ให้ความเกรงใจอยู่แล้ว ปัจจุบันนี้ทำงานด้านสังคมหลายแห่ง คือรองเลขาธิการ มูลนิธิใบไม้เขียว รองเลขาธิการสมาคมการบริหารโรงแรมไทย เป็นต้น

คนต่อมาคือ คุณอัศวิน อิงคะกุล ผู้จัดการฝ่ายขาย นัยว่าเป็นเพื่อนกับคุณกมล รัตนวิระกุล นายกสมาคมการบริหารโรงแรมไทย เป็นชายหนุ่มรูปหล่อ แต่งกายดี มีมนุษยสัมพันธ์สูง หลังจากที่เขาออกจากโรงแรมชวลิตแล้ว ไปมีชื่อเสียงโด่งดังที่โรงแรมเอเซีย พัทยา ของคุณกำพล เตชะหรูวิจิตร  วันนี้เขาคือ ประธานบริหารเครือโรงแรมมิราเคิ้ล หลักสี่

 

อีกคนคือ คุณแฉล้ม (จำนามสกุลไม่ได้) ผู้จัดการฝ่ายจัดเลี้ยงและผู้จัดการห้องอาหารบางกะปิค๊อฟฟี่ช็อป อันมีชื่อเสียงเป็นที่ชุมนุมของลูกค้าหลากหลายอาชีพ เป็นคนทำงานจริงจัง ไม่ค่อยพูดจาสังสรรค์กับใคร บุคคลในดวงใจคือท่านประธานฯ

คนสุดท้ายจริงๆคือ คุณปิยะ (จำนามสกุลไม่ได้) เป็นหัวหน้าฝ่ายบุคคล และหัวหน้าพนักงานรักษาความปลอดภัย คนนี่แหละสอนให้ผมรู้จักการสะสมพระเครื่อง ทำให้ผมหมดเงินไปมากมาย ทราบว่าไปทำงานที่ตะวันออกกลาง และเสียชีวิตที่นั่น

ความจริงยังมีเพื่อนร่วมงานอีกสองคน แต่เขาไม่สนิทสนมกับใครๆคือ คุณทวีอัตถ์ หัวหน้าฝ่ายบัญชีและการเงิน และผู้จัดการห้องอาหารจีนแมนดาริน (เป็นคนจีนใครๆเรียกชื่อเขาว่า ก๋ำก๊อ)

หากจะพูดถึงการรู้จักผู้คนในสมัยนั้น ผมรู้จักผู้คนมากมายหลากหลายอาชีพ ทั้งโดยหน้าที่การงานและโดยสังคม โดยเฉพาะลูกค้าของผมที่ออสการ์คลับ ซึ่งเป็นคลับระดับ วีไอพี นั้น ผมรู้จักคนที่มีชื่อเสียงมากมาย หากเอ่ยชื่อมา ณ ที่นี้ทุกคนต้องร้อง อ๋อ กันทั้งนั้น แต่โดยมรรยาทผมไม่อาจจะเปิดเผยชื่อท่านเหล่านั้นได้

แต่มีหลายท่านที่ผมรู้สึกเป็นเกียรติที่จะเอ่ยชื่อท่าน และท่านคงไม่รังเกียจผม อาทิ คุณไพบูลย์ สำราญภูติ ผู้จัดการฝ่ายขายโครงการหมู่บ้านเสนาฯนิเวศน์ ของบริษัท สยามประชาคาร คุณกมล รัตนวิระกุล ตอนนั้นทำงานอยู่กลุ่มธุรกิจ พีเอสเอ กรุ๊ฟ และวันนี้คือ นายกสมาคมการบริหารโรงแรมไทย อาจารย์ทินวัฒน์ มฤคพิทักษ์ ผู้อำนวยการสถาบันศูนย์พัฒนาบุคลิคภาพและการพูดในที่ชุมชน อดีต รมช.กระทรวงสาธารณะสุข สมัยรัฐบาล คุณทักษิณ ชินวัตร คุณเสรี บุณยประเสริฐ นักประชาสัมพันธ์คู่ใจของ คุณสุพจน์ เดชสกุลธร เจ้าของ บง.เยาวราชไฟแนนซ์ เป็นต้น

โพสท์ใน คนโรงแรม | ใส่ความเห็น

ข้างหลังชีวิต ภาคมัชฌิมวัย ตอน”คนโรงแรม”(2)

นักประชาสัมพันธ์โรงแรมในสมัยนั้น ดูท่าทีเหมือนกับจะแข่งขันการทำงานอยู่ในที แต่ความเป็นจริงแล้ว พวกเรามีความรักใคร่สามัคคีกัน เคารพกันตามอาวุโส ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน แลกเปลี่ยนข้อมูลกันประจำ ใครมีอะไรใหม่ๆก็มักจะแลกเปลี่ยนกันเสมอๆ

บรรดานักประชาสัมพันธ์โรงแรมชั้นหนึ่งสมัยนั้น เท่าที่ผมพอจะระลึกได้จากสมองของคนอายุ 72 ปีก็มีดังนี้ครับ พี่พรศรี หลูไพบูลย์ โรงแรมโอเรียลเต็ล มรว.จิริสุดา วุฒิไกร โรงแรมไฮแอทรามา พี่สมจิตร จันทราทิพย์ โรงแรมเอเซีย คุณถาวร โสภีอมร  โรงแรมมณเฑียร(สุริวงศ์) คุณอัจฉรา กาไชย โรงแรมสยามอินเตอร์คอนติเนลตัล คุณชวลิต ศรีนาวา โรงแรมเอราวัณ(ยุคเก่า) พี่ประเดิม เขมะศรีสุวรรณ (เสียชีวิตแล้ว) โรงแรมแอมบาสซาเดอร์  พี่กิ่งดาว ดารณี โรงแรมชวลิต นอกจากนี้พวกเรายังมีการรวมตัวกันอย่างหลวมๆ(เรียกว่าไม่เป็นทางการ)ตั้งเป็นชมรมประชาสัมพันธ์โรงแรมชั้นหนึ่ง มีกิจกรรมอย่างหนึ่งคือการกินข้าวกลางวันร่วมกันเดือนละครั้ง หมุนเวียนกันเป็นเจ้าภาพเดือนละครั้ง และเชิญนักหนังสือพิมพ์(คอลัมนิสต์)มาร่วมกินข้าวกับพวกเราด้วย นี่เป็นกลยุทธ์ให้พวกเรารู้จักนักหนังสือพิมพ์ดีขึ้น มีความสนิทสนมกันขึ้น โดยเฉพาะนักประชาสัมพันธ์น้องใหม่ ที่ยังไม่รู้จักใคร

ต่อมาทราบว่า ชมรมนักประชาสัมพันธ์โรงแรมชั้นหนึ่งในสมัยนั้น ได้พัฒนามาเป็น สมาคมนักประชาสัมพันธ์โรงแรม วันนี้

พูดถึงการส่งข่าวไปยังหนังสือพิมพ์ต่างๆก็อดที่จะกล่าวถึงบุคคลคนหนึ่งไม่ได้ เขาชื่อ วิวัย จิตต์แจ้ง ตอนนั้นทำงานเป็นพนักงานส่งเอกสารของโรงแรมแอมบาสซาเดอร์ สังกัดฝ่ายประชาสัมพันธ์ของโรงแรม ที่มีพี่ประเดิมเขมะศรีสุวรรณ เป็นผู้จัดการฝ่าย หลังจากที่เขาส่งข่าวเสร็จแล้ว เขามักจะมาคุยกับผมเสมอ เรื่องที่คุยก็เรื่องการทำประชาสัมพันธ์นั่นแหละ ตอนนั้นเขาเป็นเด็กหนุ่มที่มีความกระตือรือร้น ผมเห็นเขามีความมุ่งมั่นที่จะทำงานเป็นนักประชาสัมพันธ์ จึงบอกพี่ประเดิมให้ส่งเขาเข้าอบรมหลักสูตร การประชาสัมพันธ์ธุรกิจแผนใหม่ รุ่นที่ 4 ที่โรงเรียนการประชาสัมพันธ์ เมื่อเขาจบการอบรมแล้วก็ได้ทำงานประชาสัมพันธ์ตามที่เขามีใจรักอย่างเต็มที่ เขาได้เปรียบคนอื่นๆตรงที่เขาเป็นพนักงานส่งข่าวมาก่อน จึงมีโอกาสรู้จักนักหนังสือพิมพ์หลายคน อาศัยเป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี มีความอ่อนน้อมกับคนทั่วไป ต่อมาจึงได้รับการแต่งตั้งเป็นประชาสัมพันธ์โรงแอมบาสซาเดอร์ แทนพี่ประเดิมที่ลาออก และเจริญเติบโตในหน้าที่การงานอย่างต่อเนื่อง เลื่อนหน้าที่การงานขึ้นเป็น ผู้จัดการฝ่ายกลางคืน (Resident Manager)โรงแรมคอนติเนลตัล สนามเป้า ตรงข้าม ทีวี ช่อง 5 สมัยที่ คุณกมล รัตนวิระกุล มาเช่าดำเนินการ สถานที่ตรงนี้คือ โรงพยาบาลพญาไท 2 วันนี้ และเขาเป็นผู้จัดการทั่วไปโรงแรมที่ตรัง นครศรีธรรมราช วันนี้เขาดำรงตำแหน่งผู้จัดการทั่วไป(ฝ่ายบันเทิง) กลุ่มธุรกิจใหญ่ ไทเกอร์กรุ๊ฟ ที่ภูเก็ต

ผมทำงานที่โรงแรมชวลิตขึ้นปีที่สอง (พ.ศ. 2516) คุณกิ่งดาว ดารณี หัวหน้าผมขอลาออก ท่านประธานฯจึงจ้าง มล.พร้อมศรี พิบูลสงคราม นักเล่นไพ่บริดจ์มืออาชีพมาทำงานแทนคุณกิ่วดาวดารณี มล.พร้อมศรีไม่มีความรู้และประสบการณ์เรื่องการประชาสัมพันธ์ แต่เป็นคนที่สังคมสมัยนี้เรียกว่า “ไฮโซ” รู้จักผู้หลักผู้ใหญ่มาก นี่จึงเป็นจุดเด่นที่โดนใจท่านประธานฯ เพราะธุรกิจโรงแรมชวลิตต้องพึ่งผู้ใหญ่ในหลายวงการ อาทิ ทหาร ตำรวจ และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ด้าน กรมสรรพากร และกรมสรรสามิต เป็นต้น

ดังนั้นโดยสรุปงานประชาสัมพันธ์ทั้งหมดผมจึงเป็นผู้ทำ และทำอย่างนี้มาตั้งแต่สมัยคุณกิ่งดาวแล้ว ประมาณกลางๆปี พ.ศ. 2516 มล.พร้อมศรีมาบอกผมว่าท่านประธานฯต้องการให้ผมขึ้นไปเป็นผู้จัดการ ออสการ์คลับ ชั้น 7 เพราะผู้จัดการคนเดิมซึ่งเป็นชาวสิงค์โปร์ ลาออก เพราะใบอนุญาตทำงานหมดอายุต่ออีกไม่ได้ ผมจึงบอก มล.พร้อมศรีว่าผมทำไม่เป็นหรอกให้ไปเรียนท่านประธานฯด้วย

สองสามวันต่อมาท่านประธานฯสั่งให้ผมไปพบด่วนที่ห้องทำงาน ผมตกใจมากเพราะตั้งแต่ทำงานที่นี่มายังไม่เคยไปพบท่าน นอกจากครั้งแรกที่มาสมัครงาน ท่านถามว่าเพราะอะไรจึงไม่ยอมรับเป็นผู้จัดการ ออสการ์คลับ ผมเรียนท่านว่า เพราะผมไม่รู้เรื่องดนตรี เต้นรำไม่เป็น กินเหล้าไม่เป็น ท่านหัวเราะแล้วบอกผมว่านั่นแหละคือคุณสมบัติที่ท่านต้องการ (ขอชมท่านว่าเป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์ดีเยี่ยมที่ให้ผมไปเป็นผู้จัดการ เพราะต่อมาผมบริหารออสการ์คลับ ดังระเบิดเถิดเทิงไปทั่วฟ้ากรุงเทพอันอมร)

ณ บัดนี้ผมก็สวมหมวกสองใบแล้ว ชีวิตทำงานเป็นสองมิติครั้งแรกในชีวิต คือกลางวันเริ่มงานที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์ เวลา 10.00 น. เลิกเวลา 17.00 น. แล้วหยุดพัก เข้างานอีกรอบที่ออสการ์ครับเวลา 19.00 น. ถึง เวลา 24.00 น. ศุกร์-เสาร์ วันหยุดนักขัตฤกษ์ เลิกเวลา 01.00 น. วันเทศกาลปีใหม่ คืนวันที่ 31 ธันวาคม อยู่ตลอดคืน กลับบ้านสวนกับพระออกบิณฑบาตรครับ

โพสท์ใน คนโรงแรม | ใส่ความเห็น

ข้างหลังชีวิต ภาคมัชฌิมวัย ตอน”คนโรงแรม”(1)

ณ พ.ศ. 2515 ที่ผมเข้าทำงานในตำแหน่ง ผู้ช่วยฝ่ายประชาสัมพันธ์ โรงแรมชวลิต ถนนสุขุมวิท นั้น การจัดทำประชาสัมพันธ์มีองค์กรไม่กี่ประเภท อาทิ ธนาคาร โรงแรมชั้นหนึ่ง บริษัทจำหน่ายน้ำมัน บริษัทประกันชีวิต เป็นต้น

พูดถึงโรงแรมชั้นหนึ่งในสมัยนั้นก็มีไม่กี่แห่ง อาทิ โรงแรมโอเรียลเต็ล โรงแรมสยามคอนติเนนตัล โรงแรมเอราวัณ(ยุคเก่า) โรงแรมอินทรา โรงแรมเอเซีย โรงแรมไฮแอทรามา โรงแรมชวลิต โรงแรมแมนดาริน โรงแรมมณเฑียร(สุริวงส์) โรงแรมดุสิตธานี เป็นต้น ข่าวสารจากโรงแรมชั้นหนึ่งที่ส่งไปยังสื่อมวลชน ค่อนข้างจะมีมากกว่าธุรกิจประเภทอื่นๆ เพราะโรงแรมมีกิจกรรมต่างๆประจำวันมาก เช่น งานประชุมอบรม งานแต่งงาน งานเลี้ยงสังสรรค์ งานที่โรงแรมจัดเองก็มีหลายงานเช่น งานฉลองส่งท้ายปีเก่าขึ้นปีใหม่ งานแนะนำวงดนตรี งานแนะนำห้องอาหาร ฯลฯ เป็นต้น

สำหรับสื่อมวลชนที่ประชาสัมพันธ์โรงแรมใช้เผยแพร่ข่าวสารมากกว่าสื่ออื่นๆก็คือ หนังสือพิมพ์รายวัน นิตยสารรายสัปดาห์บางฉบับ นอกจากนี้ก็อาจจะมีสื่อวิทยุ ส่วนสื่อ ทีวี นั้นแทบจะไม่ได้ใช้เลย เพราะมีข้อจำกัดในการเผยแพร่ข่าวสาร อาจจะมีการประชาสัมพันธ์ทางอ้อมบ้างเป็นครั้งคราว เช่น ผมเคยนำวงดนตรีใหม่ไปออกรายการ “อควอริอัส” จัดโดย อิทธิวัฒน์ เพียรเลิศ  ทาง ทีวี ช่อง 5 ก็มีผลตอบกลับมาพอสมควร

หนังสือพิมพ์รายวันในสมัยนั้นก็มีจำนวนไม่กี่ฉบับ อาทิ ไทยรัฐ เดลินิวส์ บ้านเมือง สยามรัฐ เดลิไทม์ แนวหน้า เสียงปวงชน เดลิมิรอร์ สยาม ภาษาอังกฤษก็มี บางกอกโพสต์ เนชั่น ภาษาจีนก็มี ซินเสียนเยอะเป้า สากล เป็นต้น

กลยุทธ์ในการที่จะประสบความสำเร็จในการเผยแพร่ข่าวสาร ประชาสัมพันธ์จะต้องมีความคุ้นเคยกับคอลัมนิสต์ผู้ควบคุมหน้าข่าวสารต่างๆ เช่น หน้าข่าวสังคม หน้าข่าวบันทิง หน้าข่าวกีฬา หน้าข่าวการศึกษา และเคล็ดลับที่สำคัญที่สุดจะต้องรู้ว่า คอลัมนิสต์คนไหนใช้นามปากกาว่าอะไร เช่น โกวิท สีตลายัน แห่งไทยรัฐ ใช้นามปากกาว่า รามสูร มังกรห้าเล็บ สันติ เศวตวิมล ใช้นามปากกาว่า แม่ช้อยนางรำ สันติ วิริยะรังสฤษดิ์ ใช้นามปากกาว่า ใต้ฝุ่น อนันต์ อัศวนนท์ แห่งบ้านเมือง ใช้นามปากกาว่า มดคันไฟ ประสาน มีเฟื่องศาสตร์ แห่ง สยาม ใช้นามปากกาว่า กระแช่ พิษณุ พิมพ์วิชัย แห่งเดลิมิเรอร์ ใช้นามปากกาว่า สิบแสน บางคนก็ใช้นามจริงเช่น พอใจ ชัยเวฬุ แห่งเดลิไทม์ คอลัมน์นิสต์ในเวลานั้นมีจำนวนหลายสิบคน อาจจะต้องใช้สมุดจดบันทึกไว้กันลืม ประชาสัมพันธ์มือใหม่(หัดขับ) เวลาส่งข่าวไปลงคอลัมน์ไหน ส่งไปในนามปากกา ถ้าไม่ใช่ข่าวสำคัญๆมักจะลงหน้า 17 (ตระกร้าใส่ผง) เพราะคอลัมนิสต์ผู้คุมหน้านั้นเขารู้สึกว่าไม่รู้จักเขาจริง คอลัมนิสต์ดังๆในสมัยนั้นมักจะมีอัตตาสูงมากๆ ต้องใช้เวลานานกว่าจะสนิทสนมรู้ใจเขา

ค่าใช้จ่ายในการจัดทำประชาสัมพันธ์ในสมัยนั้น มักจะเป็นค่าเลี้ยงรับรอง (Entertain) จะมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นกับขนาดของโรงแรมและฝีมือของประชาสัมพันธ์ บางครั้งหนังสือพิมพ์บางฉบับอาจจะมีการจัดงานฉลองครบรอบปี ประชาสัมพันธ์ก็จะจัดกระเช้าดอกไม้ไปอวยพร หรือจัดอาหารไปร่วมงาน

สำหรับโรงแรมชวลิตที่ผมทำงานเป็นประชาสัมพันธ์ จะไม่พลาดงานสำคัญๆของหนังสือพิมพ์เลย เช่น งานฉลองครบรอบปีของหนังสือพิมพ์ งานคล้ายวันเกิดของผู้บริหารของหนังสือพิมพ์ฉบับต่างๆ งานคล้ายวันเกิดของคอลัมนิสต์ดังๆที่คุมคอลัมน์ต่างๆ เทศกาลปีใหม่ เป็นต้น จะจัดอะไรไปร่วมงานก็พิจารณาตามความเหมาะสม

คุณธรรณพ ธนะเรือง นักหนังสือพิมพ์รุ่นนั้น เคยบอกผมว่า เคล็ดลับอีกอย่างที่จะสร้างความประทับใจให้นักหนังสือพิมพ์คือ เวลานักหนังสือพิมพ์คนไหนตกงาน อย่าเมินหนีเขาถ้าเขามาหาก็ให้ต้อนรับเขาอย่างดีเหมือนเดิม เพราะนักหนังสือพิมพ์สมัยนั้นเปลี่ยนงานบ่อย ไม่ช้าไม่นานเขาก็จะได้งานทำอีก ข่าวของเราจะได้รับการตีพิมพ์เป็นข่าวแรกก่อนคนอื่นๆ ในทำนองกลับกันหากเขาตกงานเรากลับทำเป็นไม่เห็นเขา เมื่อเขาได้งานทำอีก ข่าวของเราจะถูกทิ้งตระกร้าก่อนข่าวของคนอื่นๆ

การส่งข่าวในสมัยนั้นไม่นิยมส่งทางไปรษณียื เพราะโอกาสสุญหายมีมาก นิยมส่งโดยพนักงานส่งเอกสารของโรงแรม หากส่งทางไปรษณีย์แล้วข่าวของเราเงียบหายไป สิ่งที่ไม่ควรปฏิบัติคือห้ามโทรไปถามเป็นอันขาด เพราะคอลัมนิสต์สมัยนั้นเขาไม่ชอบ ก็ไม่ทราบเหตุผลเหมือนกัน

หน้าที่หลักอีกอย่างหนึ่งของผมคือ ต้องตรวจเช็คหน้าข่าวสังคมทุกวัน ว่ามีใครหรือผู้ใหญ่ท่านใดจัดงานคล้ายวันเกิด งานสวดอภิธรรมศพ เพราะท่านประธานฯ(คุณชวลิต ทั่งสัมพันธ์) รู้จักคนมาก หากท่านถามลงมาแล้วเราตอบว่าไม่ทราบ อาจจะมีหวังต้องกลับไปกินข้าวที่บ้านก็ได้ เพราะประชาสัมพันธ์มีหน้าที่ต้องไปงานแทนท่าน (ท่านไม่นิยมออกงาน)

โพสท์ใน คนโรงแรม | 1 ความเห็น

ข้างหลังชีวิต ภาคมัชฌิมวัย ตอน”คนขายเงา”(6)

มันเป็นสัจธรรมที่เราไม่สามารถจะไปต่อต้านได้คือ อะไรจะเกิดมันก็เกิด สิ่งที่เกิดกับตัวผมคือการต้องย้ายงานอีก เรื่องของเรื่องมันมีที่มาอย่างนี้ จำได้ใหมผมเคยกล่าวชื่อเจ้าของโรงหนังชั้นสองในสมัยนั้นคนหนึ่งคือ เสี่ยสงวน เจ้าของโรงหนังเฉลิมพันธ์เธียเตอร์ ย่านสามแยกเตาปูน เสี่ยสงวนมีธุรกิจขายเครื่องฉายหนังมาก่อน มีร้านตั้งอยู่ที่วรจักร  และมีลูกจ้างคนหนึ่งชื่อยิ้ง เป็นเด็กเชื้อสายจีน แต่ชอบทางด้านเครื่องฉายหนัง ระบบเสียงด้านโรงหนัง ฝึกฝนตัวเองจนสามารถซ่อมเครื่องฉายหนังและระบบเสียงได้ จึงได้รับการเลื่อนหน้าที่การงานขึ้นมาตามลำดับ จากเด็กส่งของมาเป็นช่างประจำร้าน ในที่สุดได้รับการเลื่อนขึ้นเป็นผู้จัดการโรงหนังเฉลิมพันธ์เธียเตอร์

ผมพูดถึงยิ้งเพราะเขามีส่วนเป็นตัวแปรให้ผมต้องย้ายงาน โรงหนังบางแครามาซื้อเครื่องฉายหนังจากร้านของเสี่ยสงวน เวลามีปัญหาเครื่องขัดข้อง ยิ้ง จะมาซ่อมเครื่องฉายหนังให้เป็นประจำ เถ้าแก่ของผมชอบเขามาก เพราะเป็นคนพูดภาษาจีนได้คล่อง เอาใจเก่ง เถ้าแก่จึงชวนเขามาเป็นผู้จัดการแทนผม เสนอเงินเดือนให้มากกว่าที่เขาได้รับจากเสี่ยสงวน เถ้าแก่คิดง่ายๆว่าถ้า ยิ้ง มาเป็นผู้จัดการแล้ว เวลาเครื่องเสียหรือขัดข้องจะได้ไม่ต้องเสียค่าซ่อม แต่มันไม่เป็นไปตามที่เถ้าแก่คิด เพราะ ยิ้ง สร้างปัญหาให้เถ้าแก่มาก แต่ก็ต้องขอบใจ ยิ้ง ที่เขามาบอกผมตรงๆว่าเถ้าแก่ชวนเขามาทำงานแทนผม เพราะเขาเองก็คงเบื่อที่จะอยู่กับเสี่ยสงวน และแนะนำให้ผมไปหาเสี่ยสงวน เพื่อสมัครงานเป็นผู้จัดการแทนเขาที่โรงหนังเฉลิมพันธ์เธียเตอร์

เหตุการณ์มันแปลกดีนะเพราะเสี่ยสงวนรับผมเป็นผู้จัดการแทน ยิ้ง อีกประการหนึ่งก็คือผมรู้จักเสี่ยสงวนมาตั้งแต่ประสานงานเรื่องติดตั้งเครื่องฉายภาพยนตร์ที่โรงหนังบางแครามา ผมจึงย้ายไปอยู่ที่สามแยกเตาปูนที่บ้านไม้หลังใหญ่ด้านหลังโรงหนังเฉลิมพันธ์เธียเตอร์ ซึ่งเป็นบ้านของเสี่ยสงวน ผมต้องปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมและวัฒนธรรมของที่ใหม่อยู่นานพอสมควร แต่ก็ไม่มีอะไรน่าหนักใจเพราะรู้งานมาแล้ว บุ๊คเกอร์ก็คุณสุริยะคนเก่านั่นเอง

ผมอยู่ที่โรงหนังเฉลิมพันธ์ประมาณสามเดือน เสี่ยสงวนก็ไปสร้างโรงหนังใหม่อีกโรงชื่อ ประดิพัทธ์เธียเตอร์ ที่ถนนประดิพัทธ์ สะพานควาย และเสี่ยสงวนมอบหมายให้ผมไปดูแลควบคุมงานต่างๆเหมือนที่ผมทำที่โรงหนังบางแครามา (อาจจะรู้ฝีมือในการควบคุมและติดตามงานของผม) ช่วงนี้ผมเริ่มเบื่องานโรงหนังมากๆ บอกตัวเองว่าผมจะไม่เอาชีวิตของผมมาจมปลักกับโรงหนังอีกต่อไปแล้ว

วันหนึ่งพอมีเวลาว่างช่วงเช้าผมก็ไปหาอาจารย์แมนรัตน์ ศรีกรานนท์ ที่บริษัท สยามกลการ จำกัด หน้าสนามกีฬาศุภชลาศัย ปทุมวัน แจ้งความต้องการว่าผมอยากทำงานประชาสัมพันธ์ ขอความกรุณาแนะนำผมด้วย อาจารย์แมนรัตน์ถามว่าอยากทำประชาสัมพันธ์ธุรกิจอะไร ผมก็ตอบว่าธุรกิจอะไรก็ได้ หลังจากนี้อาจารย์แมนรัตน์ก็เขียนจดหมายฉบับหนึ่ง จ่าหน้าซองว่าเรัยน คุณชวลิต ทั่งสัมพันธ์ โรงแรมชวลิต แล้วบอกว่ารู้จักกับคุณชวลิตเป็นอย่างดี และให้เลขาต่อโทรศัพท์ถึงคุณชวลิตเพื่อแจ้งว่าจะให้ผมไปพบ ไม่ทราบว่าจะสะดวกเวลาไหน แล้วบอกผมว่าให้ไปพบคุณชวลิตเดี๋ยวนี้เลย

ตอนนั้นอาจารย์แมนรัตน์ เป็นนายกสมาคมดนตรีแห่งประเทศไทยด้วย สมาคมฯนี้มีบทบาทในการขออนุญาตให้นักดนตรีและนักร้องต่างชาติเข้ามาทำงานในไทย ประกอบกับโรงแรมชวลิตก็มักจะจ้างนักร้องและนักดนตรีชาวฟิลิปปินส์มาทำงานเสมอๆ จึงได้รับความเกรงใจจากคุณชวลิตมากๆ

โรงแรมชวลิต ตั้งอยู่ระหว่างสุขุมวิทซอย 13 และซอย 15 ติดถนนสุขุมวิท ตอนนั้นยังไม่ได้สร้างโรงแรมแอมบาสซาเดอร์ด้านหลัง เดิมทีโรงแรมชวลิตสร้างขึ้นมาเป็นแมนชั่นมี 7 ชั้น เพื่อให้ทหารอเมริกันเช่ามาพักผ่อน ตอนสงครามเวียตนามโดยเฉพาะ หลังจากที่สงครามเวียตนามสงบแล้ว คุณชวลิตได้ปรับปรุงให้เป็นโรงแรมเพื่อต้อนรับแขกทั่วไป จุดเด่นของโรงแรมชวลิตคือ มีร้านจำหน่ายอาหารแบบค๊อฟฟี่ชอบอยู่ด้านหน้าริมถนน ชื่อบางกะปิค๊อฟฟี่ชอฟ เปิดตลอด 24 ชั่วโมง ด้านในมีร้านจำหน่ายอาหารจีนชื่อ ห้องอาหารแมนดาริน ที่ห้องอาหารนี้มีจุดเด่นคือ เป็ดย่างสไตล์ฮ่องกงอันโอชะ ซาลาเปาและขนมจีบเลิศรส เป็นที่นิยมมากในหมู่ลูกค้าชาวจีนในสมัยนั้น ทั้งนี้เพราะคุณชวลิตเป็นผู้ที่มีรสนิยมในเรื่องอาหารดีมากๆ มักจะเดินทางท่องเที่ยวไปชิมอาหารที่ต่างประเทศเสมอๆ เห็นอะไรดีก็นำมาปรับปรุงขายที่โรงแรมชวลิต และกล้าที่จะจ้างเชฟและกุ๊กที่มีฝีมือ นอกจากนี้ยังมีวิสัยทัศน์กว้างไกลในเรื่องอาหาร เป็นผู้ริเริ่มทำอาหารจานเดียวขายในราคา 15 บาท อันเป็นต้นแบบของศูนย์อาหารตามห้างสรรพสินค้า เริ่มที่ห้างมาบุญครอง และห้างต่างๆมาจนถึงวันนี้

ก่อนที่คุณชวลิตจะตกลงจ้างผม ท่านถามคำถามแรกว่า เป็นเพื่อนกับแมนรัตน์หรือ จากนี้ก็ให้ผมไปพบกับผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์คือ คุณกิ่งดาว ดารณี (นักแสดงในเวลานั้น) ตำแหน่งงานที่ผมได้รับการว่าจ้างคือ ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์

ต่อไปในข้อเขียนนี้ผมจะใช้สรรพนามเรียกคุณชวลิต ทั่งสัมพันธ์ว่า ท่านประธาน เรียกคุณกิ่งดาวว่า พี่อี๊ด ฝ่ายประชาสัมพันธ์อยู่ชั้นล่างของโรงแรมเป็นห้องทำงานเล็กๆ แทรกอยู่กับร้านค้าจำหน่ายสินค้าที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยวในโรงแรม

โพสท์ใน คนขายเงา | ใส่ความเห็น

ข้างหลังชีวิต ภาคมัชฌิมวัย ตอน”คนขายเงา”(5)

ผมทำงานเป็นผู้จัดการโรงหนังบางแครามาขึ้นปีที่สามแล้วครับ งานที่ทำทุกวันนี้ก็กลายเป็นงานประจำไปแล้ว เพราะงานอะไรๆก็ทำมาหมดแล้ว ความรู้สึกเริ่มบอกกับตัวเองว่า น่าจะต้องมีการเปลี่ยนงานใหม่ซะแล้ว แต่ก็ยังมองไม่เห็นลู่ทางว่าจะไปทำงานอะไร แต่ก็เชื่อว่าดวงของตัวเองเรื่องงานจะไม่มีวันตกอับเป็นขาด มันเป็นเช่นนี้จริงๆ(ไม่ได้โม้นะ)

ช่วงกลางเดือนมีนาคม พ.ศ. 2513 อ่านพบข่าวเล็กๆข่าวหนึ่งใน นสพ.บ้านเมืองรายวัน ข่าวที่ว่านี้คือ โรงเรียนการประชาสัมพันธ์(กรมประชาสัมพันธ์) เปิดอบรมหลักสูตรการประชาสัมพันธ์ธุรกิจแผนใหม่ รุ่นที่ 1 อบรมเฉพาะวันเสาร์เต็มวัน ติดต่อกันสามเดือน ผมเริ่มสนใจอยากจะเรียนรู้ว่าการประชาสัมพันธ์ธุรกิจนี่คืออะไร (ถึงแม้จะเดาออกลางๆก็ตามเถอะ) ผมติดต่อสมัครไปทันที เมื่อสมัครแล้วจึงไปแจ้งขออนุญาตเถ้าแก่เจ้าของโรงหนัง แต่เถ้าแก่ไม่อนุญาตบอกว่าจะอบรมไปทำไม และโดยเฉพาะวันเสาร์ก็มีคนมาดูหนังมาก จะให้ใครมาดูแลแทน ผมบอกว่าผมจะจัดการหาคนมาดูแลแทนให้ เถ้าแก่เริ่มมีความไม่พอใจในตัวผมทันที นี่เป็นสาเหตุที่ผมต้องลาออกหลังจากที่อบรมเสร็จ

หลักสูตรการประชาสัมพันธ์ธุรกิจแผนใหม่ เปิดอบรมที่ห้องประชุมโรงเรียนการประชาสัมพันธ์ ริมคลองประปา ถนนพระราม6 ใกล้กับซอยอารีสัมพันธ์ที่ทะลุออกมาทางถนนพหลโยธินได้ ผู้อำนวยการโรงเรียนการประชาสัมพันธ์สมัยนั้นคือ อาจารย์อรุณ งามดี ต่อมาเป็นรองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ และเกษียณราชการในตำแหน่งนี้

หลักสูตรนี้มีผู้สมัครเข้ามาอบรมจำนวน 40 คน มาจากธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงเทพ ห้างสรรพสินค้าไทยไดมารู ห้างสรรพสินค้าโรบินสัน บริษัทกู๊ดเยียร์(ประเทศไทย) จำกัด บริษัท สยามกลการ จำกัด ฯลฯ มี่แหวกแนวมาคือผม จากโรงหนังชั้นสองย่านชานเมือง ผู้เข้าอบรมรุ่นแรกนี้บางคนเป็นที่รู้จักกันในเวลานั้นและวันนี้คือ อาจารย์แมนรัตน์ ศรีกรานนท์ (ศิลปินแห่งชาติ)ผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ บริษัท สยามกลการ จำกัด และได้รับเลือกเป็นประธานรุ่นด้วย คุณพยงค์ คชาลัย ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายประชาสัมพันธ์ ธนาคารกรุงเทพ จำกัด ลุงขาวไขอาชีพ (นักแนะนำอาชีพชื่อดัง) อาจารย์ประเสริฐ เทพพิทักษ์ เจ้าของโรงเรียนสยามพาณิชยการ ถนนจรัญสนิทวงศ์ คุณอภิรมณ์ ชำนิบรรณการ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ห้างนารายณ์ภัณฑ์ คุณดารณีย์ ตันชัยสวัสดิ์ สุรพล สุขถาวร(ตอนนี้อยู่อเมริกา) ฝ่ายประชาสัมพันธ์ ธนาคารกสิกรไทย (คุณดารณีย์เกษียณงานแล้วในตำแหน่ง ผอ.ฝ่ายประชาสัมพันธ์) ฯลฯ

อาจารย์อรุณ งามดี กล่าวต้อนรับผู้เข้าอบรม

วิชาที่เรียนในหลักสูตรนี้คือ ประวัติศาสตร์การประชาสัมพันธ์ แนวคิดในการจัดทำประชาสัมพันธ์ หลักการถ่ายภาพเพื่อการประชาสัมพันธ์ หลักการเขียนข่าวอย่างมีประสิทธิภาพ (สอนโดย อาจารย์ ประชัน วัลลิโก จากคณะวารสารศาสตร์ มธ.) การตรวจและตัดข่าวจาก นสพ. (Press Clipping) ฯลฯ ต้องยอมรับว่าวิชาที่ผมเรียนในหลักสูตรนี้ เป็นวิชาที่ผมตื่นเต้นชอบมากๆ และคิดว่านี่คือทางเลือกใหม่ของผมในการที่จะเปลี่ยนงานใหม่ และเช่นเดียวกับที่ผมอบรมหลักสูตรบรรณารักษ์โรงเรียน ที่ผมนำมาต่อยอดเข้าทำงานหอสมุดแห่งชาติได้ หลักสูตรนี้ก็เช่นกัน มันต่อยอดให้ผมเข้าทำงานเป็นประชาสัมพันธ์โรงแรมชื่อดังในเวลาต่อมา

เวลาในการอบรมจำนวน 12 วันเสาร์(ประมาณสามเดือน) ก็จบลง วันเสาร์สุดท้ายทางโรงเรียนการประชาสัมพันธ์ได้นำผู้เข้าอบรมไปทัศนศึกษาที่หุบกระพง เพชรบุรี ซึ่งเป็นโครงการตามพระราชดำริของในหลวง และไปเที่ยวชมเขื่อนแก่งกระจานด้วย รูปกลางด้านล่างไปอวยพนวันคล้ายวันเกิดประธานรุ่น (อ.แมนรัตน์ ศรีกรานนท์) ภาพล่างสุดเป็นบรรยากาศห้องอบมรมที่โรงเรียนการประชาสัมพันธ์

ชมเขื่อนแก่งกระจาน เพชรบุรี

โพสท์ใน คนขายเงา | ใส่ความเห็น