ทฤษฏีมะม่วงหล่นของ อ.ธีรยุทธ บุญมี

https://www.evernote.com/shard/s229/sh/07bc91b3-d643-4bc1-88bb-014daf534ec3/91ed741f1f820a57a7585abe3d004b3c

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | 1 ความเห็น

ข้างหลังชีวิต ภาคปัจฌิมวัย (5)

ผมลาสิกขา(สึก)จากการเป็นพระภิกษุ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2543 เมือลาสิกขากลับมาบ้านแล้ว ก็ยังคิดไม่ออกว่าจะดำเนินชีวิตต่อจากนี้ไปยังไง เพราะการลาสิกขาตอนนี้(อายุ 62 ปี) มันต่างจากที่ลาสิกขาตอนอายุ 21 ปี เมื่อปี พ.ศ. 2503 เป็นอันมาก

ชีวิตตอนนี้มันคงจะเริ่มต้นทำอะไรยากแล้ว ถึงแม้จะมีความมั่นใจว่าสามารถจะทำอะไรต่อมิอะไรได้ แต่จะมีใครเขามาสนใจคนสูงวัยเช่นผม ครั้นจะไปเริ่มต้นทำธุรกิจค้าขายอะไร ก็ไม่มีความชอบหรือสนใจที่จะทำ ข้อสำคัญคือไม่มีเงินทุนอีกต่างหาก เผลอไผลทำแล้วเกิดขาดทุน เป็นหนี้เขาตอนแก่ตัวนี่คงจะไม่โสภา(สถาพร)นะ

วันหนึ่งก็ได้รับการติดต่อจากคุณต้อย(รัชนีวรรณ รัตนวิระกุล) เพื่อร่วมงานเก่าสมัยทำงานที่โรงแรมชวลิต เธอแจ้งว่าคุณกมล รัตนวิระกุล(สามีของเธอ) จะจัดตั้งสมาคมการบริหารโรงแรมไทย เพื่อเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนความรู้และทักษะในการบริหารจัดการโรงแรมและรีสอร์ขนาดกลางและขนาดเล็ก ใคร่จะขอให้มาช่วยในฐานะกรรมการบริหารสมาคมฯด้วย เพราะโอกาสต่อไปคงจะมีหลักสูตรในการจัดอบรมเจ้าของและผู้บริหารระดับสูงของโรงแรมด้วย

ผมตอบรับเชิญด้วยความยินดี ด้วยเหตุผลหลักๆคือต้องการที่จะทำงานด้านการฝึกอบรมและสัมมนาอีก ประการต่อมาคือชีวิตจะได้มีโอกาสพบปะผู้คนต่างๆบ้าง แทนที่จะอยู่บ้านคนเดียว(จริงๆ) อย่างไร้ค่า

ถึงแม้ใครต่อใครจะพากันพูดว่า ชีวิตตอนนี้เป็น “วัยทอง” แต่ถ้าไม่สามารถบริหารชีวิตให้ดีมีคุณค่าแล้ว มันอาจจะเป็นทองเหลืองมากกว่าทองคำก็ได้ใครจะรู้ ชีวิตในวัยสูงอายุผมว่าบริหารยากกว่าตอนวัยหนุ่มสาวนะ เพราะชีวิตในวัยสูงอายุมีความเปราะบางมาก เช่นสภาพร่างกายที่มันพร้อมจะเชื้อเชิญโรคนานาชนิดเข้ามาสู่ร่างกายได้เสมอ สภาพที่เสื่อมถอยของสุขภาพ เช่น การเดินเหินไม่สะดวก สายตาเสื่อมถอย ฟันฟางหัก ความจำเสื่อม ฯลฯเป็นต้น

สารพัดละที่จะเป็นอุปสรรคในการทำกิจกรรมต่างๆของชีวิต แต่จะอยู่นิ่งเฉยก็จะยิ่งแย่ลงมาก ฉะนั้นทางที่ดีจึงต้องหากิจกรรมที่เหมาะกับวัยทำ หลายคนก็จนปัญญากับการหากิจกรรมทำในวัยสูงอายุนี่แหละ

ชีวิตวัยสูงอายุ

โพสท์ใน ข้างหลังชีวิต ภาคปัจฌิมวัย (1) | 1 ความเห็น

ข้างหลังชีวิต ภาคปัจฌิมวัย(4)

เมื่อร่างกายฟื้นจากอาการเป็นอัมพฤกษ์แล้ว ผมก็ทำตามที่เคยสัญญาไว้กับหลวงพ่อไสว เจ้าอาวาสวัดปรีดารามคือ การบวชเป็นพระเพื่ออุทิศบุญกุศลให้กับเจ้าของตำรับยา (ซึ่งทราบว่าเป็นคนแถววัดไร่ขิง และถึงแก่กรรมนานแล้ว) วัดที่ผมตั้งใจจะบวช(แก้บน)คือวัดเดชานุสรณ์ ที่ผมเคยบวชครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2502

ผมไปติดต่อเจ้าอาวาสเพื่อขออนุญาตบวช เพราะคณะสงฆ์มีระเบียบกำหนดไว้ว่า ผู้ที่มีอายุ 60 ปีแล้วหากจะบวชจะต้องได้รับการอนุญาตจากวัดที่จะบวชและจำพรรษา และต้องมีเหตุผลที่รับฟังได้ว่าบวชเพื่ออะไร ทั้งนี้เป็นการป้องกันมิให้ผู้ที่เจตนาไม่ดี มาบวชเพื่ออาศัยวัดเป็นที่พึ่งพิง ซึ่งจะนำความเสียหายมาสู่คณะสงฆ์

ผมกำหนดบวชเดือนธันวาคม 2542 ความจริงตั้งใจจะบวชเพียง 1 เดือน แต่แล้วก็บวชอยู่ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2543 จึงลาสิกขา(สึก) ก่อนลาสิกขาผมไปกราบนมัสการหลวงพ่อไสวที่วัดปรีดารามด้วย

การบวชครั้งนี้แม้จะเป็นการบวชแก้บน เพียงระยะเวลาสั้นๆ ผมก็ตั้งใจปฏิบัติกิจของสงฆ์อย่างเต็มความสามารถ เช่นการออกบิณฑบาตร การลงพระอุโบสถทำวัตรเช้าเย็น การบวชตอนอายุมากนี้แตกต่างกับตอนบวชอายุ 20 ปี เพราะชีวิตผ่านประสบการณ์มามาก มีความเข้าใจเรื่องธรรมะพอสมควร ผิดกับตอนบวชเมื่ออายุ 20 ปี ซึ่งชีวิตกำลังมีความสับสนอยู่ๆก็มาเบรคหยุด ความรู้สึกมันคล้ายๆกับหลับๆตื่นๆยังไงชอบกล

โพสท์ใน ข้างหลังชีวิต ภาคปัจฌิมวัย (1) | ใส่ความเห็น

ข้างหลังชีวิต ภาคปัจฌิมวัย (3)

การล้มเจ็บจนเข้าโรงพยาบาลครั้งนี้ ถือเป็นการเข้าโรงพยาบาลเป็นครั้งแรกในชีวิตผมในรอบ 60 ปี

เมื่อผมมาพักผ่อนอยู่ที่บ้านแล้ว คำเตือนของคุณหมอที่โรงพยาบาลเชียงใหม่ราม 1 ยังก้องกังวาลอยู่ในความทรงจำของผมตลอดเวลา ว่าอาการโรคเส้นโลหิตฝอยในสมองตีบมันจะมาหาผมอีก ผมจึงเริ่มดูแลร่างกายอย่างดี ตื่นนอนเวลา 05.30 น. เดินออกกำลังกายประมาณ 30 นาทีทุกวัน

แล้วมันก็มาหาผมอีกครั้ง

ผมจำได้ว่าเช้าวันหนึ่งหลังจากเดินออกกำลังกายตามปกติ มีความรู้สึกว่ามีความผิดปกติเกิดขึ้นคือ มีอาการมึนงง จึงรีบเข้าบ้าน พบภรรยาซึ่งกำลังจะออกไปทำงาน เธอทักผมว่า คุณเป็นอะไรหรือเปล่า ทำไมหน้าซีดๆ ผมตอบว่าเหมือนจะเป็นลม นอนพักสักครู่น่าจะหายเป็นปกติ หลังจากที่ล้มตัวลงนอนพักได้ประมาณ 10 นาที เริ่มมีอาการแปลกๆคือ ปวดหัวอย่างแรง ปวดร้าวไปหมด มีอาการคล้ายกับจะอาเจียน ผมจึงโทรหาลูกชายคนที่สองคือ เอ๋ ซึ่งทำงานอยู่ที่ธนาคารมหานคร สวนมะลิ

เมื่อลูกชายมาหาผม ผมขอให้พาไปโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน ถนนสีลม เพราะมีประวัติของผมสมัยทำงานที่ บงล.มหาธนกิจ หมอตรวจเช็คความดันโลหิต ปรากฏว่าความดันสูงผิดปกติ หมอให้นอนพักและให้น้ำเกลือ เมื่อนอนพักไปจนถึงเย็นจึงกลับบ้าน วันรุ่งขึ้นผมมีอาการทรงตัวไม่ค่อยอยู่ เดินเหมือนคนเมาเหล้า ปากเริ่มเบี้ยว ลิ้นแข็ง พูดไม่ชัด เวลาดื่มน้ำหรือกินอาหาร จะเคี้ยวไม่ได้ น้ำที่ดื่มจะไหลออกมาทางมุมปาก

นี่อาการโรคเส้นโลหิตฝอยในสมองเริ่มตีบ ระบบประสาทในสมองไม่สามารถควบคุมร่างกายซีกซ้ายได้ ยกแขนข้างซ้ายขึ้นไม่ได้ ไม่มีเรี่ยวแรงเลย หยิบจับอะไรด้วยมือข้างซ้ายไม่ได้ อาการแบบนี้เขาเรียกว่าเป็นอัมพฤกษ์ น้องอัมพาต ครับ

ภรรยาผมกับคุณแม่ของเธอ(คือแม่ยายผม) ซึ่งมีบ้านเดิมอยู่คลองจินดา สามพราน นครปฐม ทราบว่าที่วัดปรีดาราม(ยายส้ม) วัดใกล้บ้าน มีหลวงพ่อชื่อ หลวงพ่อไสว มียาดีพอรักษาโรคนี้ได้ จึงพาผมไปหาหลวงพ่อไสว ท่านพูดว่าพอมีทางรักษาได้ แต่การกินยาที่ท่านจะให้นี้มีข้อแม้ว่า หากหายแล้ว ถ้าคนไข้เป็นผู้ชายต้องบวชอุทิศกุศลให้เจ้าของยาเขา หากเป็นหญิงก็บวชชีพราห์มให้ ผมก็ตอบตกลงเพราะอยากหายเร็วๆ

ท่านจึงเขียนในสั่งยาให้ไปซื้อที่ร้านเกษมเภสัช ตลาดสามพราน เพราะที่ร้านนี้เขามีตัวยาครบทุกอย่าง เมื่อซื้อยามาแล้วซึ่งเป็นยาสมุนไพร(ยาหม้อ) จำนวนสามห่อ จึงนำกลับไปให้หลวงพ่อปลุกเสก แล้วท่านสั่งว่าให้ต้มกินสามเวลาก่อนอาหาร กินไปจนน้ำยามีรสจืด ก่อนจะต้มให้เอาดินหน้าบ้านที่ดูสะอาดๆ แล้วอธิษฐานบอกแม่พระธรณีขอให้หายจากโรคภัยนี้ แล้วใส่ลงในหม้อต้มด้วย

ยาขนานนี้ผมกินจนครบสามห่อ(หม้อ) อาการเริ่มดีขึ้นอย่างช้าๆ ระบบขับถ่ายดีเพราะเป็นยาสมุนไพรแบบไทยๆ ต่อจากนี้คุณแม่(ยาย)จึงพาผมไปนวดแผนโบราณที่บ้านน้องสาวของท่านที่ตำบลคลองตัน อำเภอกระทุ่มแบน สมุทรสาคร นวดเฉพาะวันเสาร์และวันอาทิตย์ ครั้งละประมาณ 2 ชั่วโมง นวดแผนไทยอยู่ประมาณ 3 เดือน อาการดีขึ้นประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์จากที่เป็นตอนแรก

ต่อจากนี้ผมจึงมารับการรักษาตัวแบบแพทย์แผนปัจจุบันที่ โรงพยาบาลสมเด็จพระปิ่นเกล้า (กรมแพทย์ทหารเรือ) ที่บุคคโล โดยเข้ารับการรักษาที่แผนกระบบประสาท เป็นคนไข้ของ นพ.วสุธา ข่ายแก้ว และมาพบคุณหมอทุกสี่เดือน ตลอดมาตั้งแต่ พ.ศ. 2542 มาถึงวันนี้ เป็นระยะเวลา 11 ปีแล้ว วันนี้อาการของผมดีขึ้นเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์แล้ว สามารถไปไหนมาไหนได้ตามปกติ ทำงานพิเศษได้(เช่นเป็นกรรมการประชาสัมพันธ์ สมาคมการบริหารโรงแรมไทย) และเล่นอินเตอร์เน็ตได้มาตั้งแต่ พ.ศ. 2549

โพสท์ใน ข้างหลังชีวิต ภาคปัจฌิมวัย (1) | ใส่ความเห็น

ข้างหลังชีวิต ภาคปัจฌิมวัย (2)

ผมมาทำงานที่โรงแรมปางสวนแก้ว พบวัฒนธรรมขององค์กรที่แปลกๆคือ เริ่มตั้งแต่ตัวคุณสุชัย เก่งการค้า มีชื่อเล่นว่า “แจ้” ต่อไปในข้อเขียนนี้ผมจะเรียกเขาว่า “แจ้” เพื่อความสะดวกในการเขียน

คุณแจ้ประสบความสำเร็จทางธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ ระยอง ด้วยการสร้างโครงการหินสวยน้ำใส เป็นบ้านพักตากอากาศ ขายหมดในเวลาอันรวดเร็ว แล้วดัดแปลงมาเป็นรีสอร์ท ก็ประสบความสำเร็จอย่างงดงามอีก

จึงหอบกำไรก้อนโตจึงมาสร้างศูนย์การค้ากาดสวนแก้ว และ โรงแรมปางสวนแก้ว ที่เชียงใหม่ คุณแจ้ชอบแต่งกายแบบคนพื้นเมืองคือสวมกางเกงจีนที่เรียกว่า ขาก๊วย สวมเสื้อม่อฮ่อม ไม่มีบุคลิกของนักธุรกิจเลย ไว้หนวดเครารุ่มร่าม ชอบมายืนพิงเคาเตอร์ฝ่ายต้อนรับ ใครที่ไม่รู้จักก็ไม่คิดว่านี่คือ เจ้าของโรงแรมปางสวนแก้ว

ปกติวันพุธจะมีการประชุมผู้จัดการฝ่ายทุกฝ่าย เริ่มเวลา 09.00 น.ถึง 11.00 น.หรืออาจจะถึงเที่ยงวัน คุณแจ้จะตำหนิผู้จัดการฝ่ายทุกฝ่ายอย่างเผ็ดร้อนในที่ประชุม ไม่มีใครจะรอดพ้นการถูกตำหนิไปได้ ผมเข้าประชุมครั้งแรกก็รู้สึกแปลกและสนุก ที่ไม่เคยเห็นผู้บริหารคนไหนมีพฤติกรรมแบบคุณแจ้มาก่อน แต่เมื่อมาโดนกับตัวเองเข้า เมื่อทำงานไปได้สักระยะหนึ่ง ผมก็รู้สึกว่าเป็นเรื่องที่ผมทนไม่ได้ และเริ่มจะบ้าดีเดือดขึ้นมาบ้างแล้ว มีผมคนเดียวเท่านั้นที่กล้าเถึยงคุณแจ้ในที่ประชุม ผู้จัดการคนอื่นๆมีแต่เงียบและก้มหน้ากันหมด

จากการทำงานในบรรยากาศที่แปลกประหลาดเช่นนี้ ผมจึงเริ่มมีความเครียดเกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว ปกติผมก็มีอาการความดันโลหิตสูงมาแล้วเป็นทุนอยู่ก่อน จากการทำงานที่ บงล.มหาธนกิจ ก่อนจะเกษียณงาน ต้องกินยาควบคุมประจำ โชคร้ายที่ผมไม่ค่อยดูแลตัวเองเท่าที่ควร ยาหมดก็ยังไม่ได้ซื้อมากินต่อหลายวัน พอมาเจอความบ้าของคุณแจ้เข้า ความดันโลหิตสูงของผมก็กำเริบขึ้นถึงขีดอันตราย จำได้ว่าในตอนสายๆวันอาทิตย์ต้นเดือนมีนาคม 2542 ผมจะไปตรวจงานห้องอาหารที่ชั้นสาม อาคารสุเทพวิง พออกมาจากลิฟท์ผมมีอาการคล้ายกับจะเป็นลม ไม่สามารถจะยืนได้ ผมล้มพับลงที่บริเวณหน้าลิฟท์นั่นเอง เผอิญมีพนักงานที่เคาเตอร์ต้อนรับบริเวณนั้นเห็นเข้าจึงรีบมาดูแล พาผมไปนั่งที่โซฟาใกล้ๆ ผมมีอาการเกือบจะไม่รู้สึกตัวแล้ว โชคดีที่ลูกชายคนสุดท้องคือ โอ๋ เขาขึ้นมาช่วยผมออกแบบห้องอาหารที่จะปรับปรุงใหม่ เขาทราบจึงรีบมาหาผม และรีบนำผมส่งโรงพยาบาลเชียงใหม่ราม 1 ที่อยู่ใกล้ๆกับโรงแรม ใช้เวลาเพียงไม่ถึง 10 นาที เมื่อมาถึงโรงพยาบาลผมจำได้ว่าผมเริ่มหมดสติไม่รู้ตัวแล้ว หมอนำผมเข้าห้อง ไอซียู หลังออกจากห้อง ไอซียู มาพักต่อที่ห้องพักชั้น 11 ผมจึงทราบว่าผมเกิดอาการเส้นโลหิตในสมองตีบแบบกระทันหัน หากมาโรงพยาบาลช้าเกินกว่า 30 นาที อาจจะเป็นอัมพาตได้

เมื่อหมอที่เป็นเจ้าของไข้ผม ทราบว่าผมทำงานที่โรงแรมปางสวนแก้ว จึงแนะนำผมว่าควรจะลาออกแล้วลงไปพักผ่อนที่กรุงเทพ เพราะคนเชียงใหม่เขาทราบกันทั้งเมืองว่า เจ้าของโรงแรมนี้เป็นนักธุรกิจซาดิสต์(คุณหมอพูดกับผมอย่างนี้จริงๆ) และแนะนำต่อว่าควรจะดูแลตัวเองให้ดีๆ ครั้งแรกนี้มันมาเตือนก่อน มันอาจจะกลับมาอีกภายใน 6 เดือน คราวนี้มันเอาจริงแน่

เมื่อผมพักผ่อนที่โรงพยาบาลจนเห็นว่าปกติดีแล้ว ผมจึงไปเขียนไปลาออกจากงานที่โรงแรม แล้วลงกรุงเทพทันที

โพสท์ใน ข้างหลังชีวิต ภาคปัจฌิมวัย (1) | ใส่ความเห็น

ข้างหลังชีวิต ภาคปัจฌิมวัย (1)

หลังจากที่ผมเกษียณงานเมื่อเดือน ธันวาคม 2541 แล้ว ก็พักผ่อนอยู่กับบ้าน และคิดว่าจะอยู่เฉยๆสักสองสามเดือน เพราะทำงานมา 40 ปีแล้ว บางช่วงของชีวิตทำงานทั้งกลางวันและกลางคืน (ช่วงที่ทำงานโรงแรมชวลิต พ.ศ. 2518-2520)

แต่แล้วเหมือนพรหมลิขิตไม่ให้ผมอยู่เฉยๆ (ความจริงผมลิขิตชีวิตของผมเองมากกว่า) ประมาณต้นเดือนมกราคม 2542 ผ่านพ้นเทศกาลปีใหม่มายังหมาดๆ คุณไพบูลย์ สำราญภูติ ก็โทรมาหาผม บอกว่าสนใจจะทำงานอีกใหม? ผมก็หูผึ่งทันทีเพราะได้ยินคำว่างานเท่านั้นแหละ คุยกันสองสามนาทีก็ได้ความว่า คุณไพบูลย์จะขึ้นไปทำงานที่เชียงใหม่ ที่ศูนย์การค้ากาดสวนแก้ว และที่นี่มีโรงแรมขนาดใหญ่ จำนวน 500-600 ห้องด้วย เจ้าของเขาอยากได้มืออาชีพด้านโรงแรมไปช่วยงาน

หลังจากนัดแนะรายละเอียดกันเรียบร้อยแล้ว ผมก็เดินทางขึ้นไปที่เชียงใหม่ ไปพบคุณไพบูลย์ซึ่งเดินทางล่วงหน้าไปก่อนแล้ว และเข้าพบคุณสุชัย เก่งการค้า กรรมการผู้จัดการศุนย์การค้า “กาดสวนแก้ว” และ “โรงแรม โลตัสปางสวนแก้ว” ซึ่งตั้งอยู่บริเวณเดียวกัน ที่ถนนรินคำ

การเข้าพบกับคุณสุชัย เก่งการค้าใช้เวลาไม่นานนัก ก็ตกลงในการว่าจ้างผม ให้ทำงานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายอาหารและเครื่องดื่ม (ด้านการตลาด) ความจริงมีผู้จัดการฝ่ายอาหารและเครื่องดื่มอยู่แล้วคือ คุณธันวา (จำนามสกุลไม่ได้) ซึ่งคุณสุชัยจะให้รับผิดชอบดูแลด้านครัวอย่างเดียว

ผมเริ่มงานประมาณกลางเดือนมกราคม 2542 โดยตอนแรกคุณสุชัยจะจัดที่พักให้ แต่พอเดินทางขึ้นไปทำงานกลับบ่ายเบี่ยงให้ผมหาที่พักเอง (นี่คือการกลับกลอกคำพูดของคุณสุชัยครั้งแรก) ไหนๆก็ไหนๆแล้วผมจึงต้องหาหอพักอยู่เองบริเวณใกล้ๆโรงแรม เพื่อความสะดวกในการมาทำงาน

โรงแรมปางสวนแก้วมีอาคารสองหลัง อาคารหลังแรกชื่อว่ารินคำ เป็นสำนักงานของผู้บริหารทุกฝ่าย และคุณสุชัยก็พักอยู่ที่ชั้นสองของอาคารนี้ ชั้นล่างตอนหน้าเป็นล็อบบี้และฝ่ายต้อนรับ ด้านหลังมีบันไดลงชั้นใต้ดินเป็นห้องทำงานของผู้จัดการทั่วไป ผู้จัดการฝ่ายต้อนรับ ผู้จัดการฝ่ายอาหารและเครื่องดื่ม และห้องประชุมเล็กๆสำหรับประชุมหัวหน้าแผนก ในตอนเช้าที่เรียกว่า Morning Brief) บริเวณล็อบบี้มีค็อกเทลเล้านจ์ ชั้นสองเป็นค๊อฟฟี่ชอฟ และห้องอาหารชื่อ เฟสติวัล กลางคืนมีวงดนตรีชาวฟิลิปปินส์เล่นประจำ

อีกอาคารหนึ่งชื่อว่า “สุเทพวิง” (เอามาจากชื่อดอยสุเทพ) เป็นอาคารค่อนข้างเก่า รับลูกค้าประเภทเซลแมนขายของ ค่าห้องค่อนข้างถูก ซึ่งต่างจากอาคารรินคำที่มีการตกแต่งอย่างดี รับลูกค้าระดับดี ค่าห้องค่อนข้างแพง ที่ชั้นสามของอาคารสุเทพวิงด้านหลังเป็นห้องอาหารขนาดใหญ่ จำหน่ายอาหารไทยจีนตามสั่ง เวลาเปิด 06.30-14.30 น. และเวลา 18.00-24.00 น. แต่ไม่ค่อยมีลูกค้า

โรงแรมปางสวนแก้วมีทางเชื่อมต่อ กับศูนย์การค้ากาดสวนแก้วและอาคารโรงแรมทั้งสอง บริเวณกว้างขวางมาก ดังนั้นจึงมีห้องประชุมขนาดใหญ่จุคนได้ประมาณ 2000 ที่นั่ง และห้องประชุมขนาดกลางและเล็กอีกจำนวนหลายห้อง ซึ่งห้องประชุมเหล่านี้มักจะมีผู้มาใช้บริการเสมอ เป็นรายได้หลักของโรงแรมทางหนึ่ง

ที่โรงแรมปางสวนแก้วนี้ผมพบคนรู้จักกันมาก่อนสองคนคือ คุณชัชวาล สัตตะรุจาวงษ์ อดัตผู้จัดการบริษัทเงินทุนในเครือธนาคารศรีนคร และมาทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านบัญชีและการเงินให้คุณสุชัย เจ้าของโรงแรม อีกคนหนึ่งคือ คุณสมศักดิ์ อดีตผู้จัดการทั่วไปโรงแรมไพลินที่นครสวรรค์ และเป็นเพื่อนกับคุณกมล รัตนวิระกุล นายกสมาคมการบริหารโรงแรมไทย

โพสท์ใน ข้างหลังชีวิต ภาคปัจฌิมวัย (1) | ใส่ความเห็น

ข้างหลังชีวิต ภาคมัชฌิมวัย ตอน”เกษียณงาน”

ผมค่อนข้างจะโชคดี เพราะก่อนที่ บงล.มหาธนกิจ จก.จะถูกสั่งปิด ผมก็โอนย้ายมาทำงานที่บริษัทแม่ (Holding Company)เครือธุรกิจของคุณเจริญ สิริวัฒนภักดี ที่ถนนสุริวงศ์ คือบริษัท ทีซีซี. จำกัด

โดยทำงานในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทั่วไป รับผิดชอบดูแลเฉพาะฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคลและฝ่ายธุรการเท่านั้น การทำงานที่นี่มีวัฒนธรรมที่แตกต่างจาก บงล.มหาธนกิจ มาก เพราะที่นี่มีระเบียบกฏเกณฑ์ที่เคร่งครัดในการจ้างงาน ค่าใช้จ่ายต่างๆ อาจจะเพราะเรื่องต่างๆต้องผ่านการคัดกรองจาก คุณสุเมธ (จำนามสกุลไม่ได้) เลขา(เกือบจะส่วนตัว)ของคุณเจริญ สิริวัฒนภักดี ทุกอย่าง(เกือบ)อยู่ในสายตาของคุณเจริญ ซึ่งมีบ้านที่พักอยู่ฝั่งตรงข้ามกับบริษัทฯ

ด้านหลังของอาคารบริษัทฯ มีอาคารหลังหนึ่งสูง 3 ชั้น เรียกกัน(เล่นๆ)ในหมู่พนักงานว่า “คลังคนแก่” เพราะสถานที่นี้คือเป็นที่ทำงานของที่ปรึกษาคุณเจริญ ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการเกษียณแล้วจาก กรมสรรพสามิต ระดับหัวหน้ากองขึ้นไปจนถึงระดับรองอธิบดี และสรรพสามิตบางจังหวัด ที่เคยช่วยเหลือคุณเจริญมาในขณะที่ยังอยู่ในราชการ หน้าที่ของที่ปรึกษาเหล่านี้ไม่มีอะไร(ทำ) นอกจากอ่านหนังสือพิมพ์ มีกาแฟดื่มแก้ง่วง มีพนักงานคอยดูแล จะเข้ามาที่นี่เวลาใดก็ได้ไม่มีกำหนดไว้ ช่วงที่ผมมาทำงานที่นี่เห็นมีที่ปรึกษาเหล่านี้จำนวนประมาณ 10-15 คน

ตามระเบียบของบริษัทฯ(เพิ่งกำหนดขึ้นตอนที่ผมมาทำงานที่นี่ โดยคุณ ทวี บุตรสุนทร ที่ปรึกษาของคุณเจริญ) ว่าพนักงานที่มีอายุครบ 60 ปี จะต้องเกษียณงานในปีที่มีอายุครบ 60 ปี ดังนั้นผมจึงต้องเกษียณงานเดือนธันวาคม 2541 (ผมเกิดเดือนพฤษภาคม 2481) พอผมเกษียณงานแล้ว ทราบว่าระเบียบนี้ยกเลิกไป โดยเป็นการจ้างงานต่อครั้งละ 1 ปี จนอายุครบ 65 ปี จึงเกษียณอย่างถาวร

โพสท์ใน คนค้าเงิน | ใส่ความเห็น