ข้างหลังชีวิต ภาคปัจฌิมวัย (1)

หลังจากที่ผมเกษียณงานเมื่อเดือน ธันวาคม 2541 แล้ว ก็พักผ่อนอยู่กับบ้าน และคิดว่าจะอยู่เฉยๆสักสองสามเดือน เพราะทำงานมา 40 ปีแล้ว บางช่วงของชีวิตทำงานทั้งกลางวันและกลางคืน (ช่วงที่ทำงานโรงแรมชวลิต พ.ศ. 2518-2520)

แต่แล้วเหมือนพรหมลิขิตไม่ให้ผมอยู่เฉยๆ (ความจริงผมลิขิตชีวิตของผมเองมากกว่า) ประมาณต้นเดือนมกราคม 2542 ผ่านพ้นเทศกาลปีใหม่มายังหมาดๆ คุณไพบูลย์ สำราญภูติ ก็โทรมาหาผม บอกว่าสนใจจะทำงานอีกใหม? ผมก็หูผึ่งทันทีเพราะได้ยินคำว่างานเท่านั้นแหละ คุยกันสองสามนาทีก็ได้ความว่า คุณไพบูลย์จะขึ้นไปทำงานที่เชียงใหม่ ที่ศูนย์การค้ากาดสวนแก้ว และที่นี่มีโรงแรมขนาดใหญ่ จำนวน 500-600 ห้องด้วย เจ้าของเขาอยากได้มืออาชีพด้านโรงแรมไปช่วยงาน

หลังจากนัดแนะรายละเอียดกันเรียบร้อยแล้ว ผมก็เดินทางขึ้นไปที่เชียงใหม่ ไปพบคุณไพบูลย์ซึ่งเดินทางล่วงหน้าไปก่อนแล้ว และเข้าพบคุณสุชัย เก่งการค้า กรรมการผู้จัดการศุนย์การค้า “กาดสวนแก้ว” และ “โรงแรม โลตัสปางสวนแก้ว” ซึ่งตั้งอยู่บริเวณเดียวกัน ที่ถนนรินคำ

การเข้าพบกับคุณสุชัย เก่งการค้าใช้เวลาไม่นานนัก ก็ตกลงในการว่าจ้างผม ให้ทำงานในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายอาหารและเครื่องดื่ม (ด้านการตลาด) ความจริงมีผู้จัดการฝ่ายอาหารและเครื่องดื่มอยู่แล้วคือ คุณธันวา (จำนามสกุลไม่ได้) ซึ่งคุณสุชัยจะให้รับผิดชอบดูแลด้านครัวอย่างเดียว

ผมเริ่มงานประมาณกลางเดือนมกราคม 2542 โดยตอนแรกคุณสุชัยจะจัดที่พักให้ แต่พอเดินทางขึ้นไปทำงานกลับบ่ายเบี่ยงให้ผมหาที่พักเอง (นี่คือการกลับกลอกคำพูดของคุณสุชัยครั้งแรก) ไหนๆก็ไหนๆแล้วผมจึงต้องหาหอพักอยู่เองบริเวณใกล้ๆโรงแรม เพื่อความสะดวกในการมาทำงาน

โรงแรมปางสวนแก้วมีอาคารสองหลัง อาคารหลังแรกชื่อว่ารินคำ เป็นสำนักงานของผู้บริหารทุกฝ่าย และคุณสุชัยก็พักอยู่ที่ชั้นสองของอาคารนี้ ชั้นล่างตอนหน้าเป็นล็อบบี้และฝ่ายต้อนรับ ด้านหลังมีบันไดลงชั้นใต้ดินเป็นห้องทำงานของผู้จัดการทั่วไป ผู้จัดการฝ่ายต้อนรับ ผู้จัดการฝ่ายอาหารและเครื่องดื่ม และห้องประชุมเล็กๆสำหรับประชุมหัวหน้าแผนก ในตอนเช้าที่เรียกว่า Morning Brief) บริเวณล็อบบี้มีค็อกเทลเล้านจ์ ชั้นสองเป็นค๊อฟฟี่ชอฟ และห้องอาหารชื่อ เฟสติวัล กลางคืนมีวงดนตรีชาวฟิลิปปินส์เล่นประจำ

อีกอาคารหนึ่งชื่อว่า “สุเทพวิง” (เอามาจากชื่อดอยสุเทพ) เป็นอาคารค่อนข้างเก่า รับลูกค้าประเภทเซลแมนขายของ ค่าห้องค่อนข้างถูก ซึ่งต่างจากอาคารรินคำที่มีการตกแต่งอย่างดี รับลูกค้าระดับดี ค่าห้องค่อนข้างแพง ที่ชั้นสามของอาคารสุเทพวิงด้านหลังเป็นห้องอาหารขนาดใหญ่ จำหน่ายอาหารไทยจีนตามสั่ง เวลาเปิด 06.30-14.30 น. และเวลา 18.00-24.00 น. แต่ไม่ค่อยมีลูกค้า

โรงแรมปางสวนแก้วมีทางเชื่อมต่อ กับศูนย์การค้ากาดสวนแก้วและอาคารโรงแรมทั้งสอง บริเวณกว้างขวางมาก ดังนั้นจึงมีห้องประชุมขนาดใหญ่จุคนได้ประมาณ 2000 ที่นั่ง และห้องประชุมขนาดกลางและเล็กอีกจำนวนหลายห้อง ซึ่งห้องประชุมเหล่านี้มักจะมีผู้มาใช้บริการเสมอ เป็นรายได้หลักของโรงแรมทางหนึ่ง

ที่โรงแรมปางสวนแก้วนี้ผมพบคนรู้จักกันมาก่อนสองคนคือ คุณชัชวาล สัตตะรุจาวงษ์ อดัตผู้จัดการบริษัทเงินทุนในเครือธนาคารศรีนคร และมาทำงานเป็นที่ปรึกษาด้านบัญชีและการเงินให้คุณสุชัย เจ้าของโรงแรม อีกคนหนึ่งคือ คุณสมศักดิ์ อดีตผู้จัดการทั่วไปโรงแรมไพลินที่นครสวรรค์ และเป็นเพื่อนกับคุณกมล รัตนวิระกุล นายกสมาคมการบริหารโรงแรมไทย

โพสท์ใน ข้างหลังชีวิต ภาคปัจฌิมวัย (1) | ใส่ความเห็น

ข้างหลังชีวิต ภาคมัชฌิมวัย ตอน”เกษียณงาน”

ผมค่อนข้างจะโชคดี เพราะก่อนที่ บงล.มหาธนกิจ จก.จะถูกสั่งปิด ผมก็โอนย้ายมาทำงานที่บริษัทแม่ (Holding Company)เครือธุรกิจของคุณเจริญ สิริวัฒนภักดี ที่ถนนสุริวงศ์ คือบริษัท ทีซีซี. จำกัด

โดยทำงานในตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายบริหารทั่วไป รับผิดชอบดูแลเฉพาะฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคลและฝ่ายธุรการเท่านั้น การทำงานที่นี่มีวัฒนธรรมที่แตกต่างจาก บงล.มหาธนกิจ มาก เพราะที่นี่มีระเบียบกฏเกณฑ์ที่เคร่งครัดในการจ้างงาน ค่าใช้จ่ายต่างๆ อาจจะเพราะเรื่องต่างๆต้องผ่านการคัดกรองจาก คุณสุเมธ (จำนามสกุลไม่ได้) เลขา(เกือบจะส่วนตัว)ของคุณเจริญ สิริวัฒนภักดี ทุกอย่าง(เกือบ)อยู่ในสายตาของคุณเจริญ ซึ่งมีบ้านที่พักอยู่ฝั่งตรงข้ามกับบริษัทฯ

ด้านหลังของอาคารบริษัทฯ มีอาคารหลังหนึ่งสูง 3 ชั้น เรียกกัน(เล่นๆ)ในหมู่พนักงานว่า “คลังคนแก่” เพราะสถานที่นี้คือเป็นที่ทำงานของที่ปรึกษาคุณเจริญ ส่วนใหญ่เป็นข้าราชการเกษียณแล้วจาก กรมสรรพสามิต ระดับหัวหน้ากองขึ้นไปจนถึงระดับรองอธิบดี และสรรพสามิตบางจังหวัด ที่เคยช่วยเหลือคุณเจริญมาในขณะที่ยังอยู่ในราชการ หน้าที่ของที่ปรึกษาเหล่านี้ไม่มีอะไร(ทำ) นอกจากอ่านหนังสือพิมพ์ มีกาแฟดื่มแก้ง่วง มีพนักงานคอยดูแล จะเข้ามาที่นี่เวลาใดก็ได้ไม่มีกำหนดไว้ ช่วงที่ผมมาทำงานที่นี่เห็นมีที่ปรึกษาเหล่านี้จำนวนประมาณ 10-15 คน

ตามระเบียบของบริษัทฯ(เพิ่งกำหนดขึ้นตอนที่ผมมาทำงานที่นี่ โดยคุณ ทวี บุตรสุนทร ที่ปรึกษาของคุณเจริญ) ว่าพนักงานที่มีอายุครบ 60 ปี จะต้องเกษียณงานในปีที่มีอายุครบ 60 ปี ดังนั้นผมจึงต้องเกษียณงานเดือนธันวาคม 2541 (ผมเกิดเดือนพฤษภาคม 2481) พอผมเกษียณงานแล้ว ทราบว่าระเบียบนี้ยกเลิกไป โดยเป็นการจ้างงานต่อครั้งละ 1 ปี จนอายุครบ 65 ปี จึงเกษียณอย่างถาวร

โพสท์ใน คนค้าเงิน | ใส่ความเห็น

ข้างหลังชีวิต ภาคมัชฌิมวัย ตอน”คนค้าเงิน”(2/2)

เมื่อขึ้น พ.ศ.ใหม่ 2539 คุณเจริญ และคุณหญิง วรรณา สิริวัฒนภักดี ใจดีกรุณาเป็นเจ้าภาพเลี้ยงสังสรรค์ต้อนรับปีใหม่ให้ คณะผู้บริหาร บงล.มหาธนกิจ จก. ที่โรงแรมมณเฑียร สุริวงศ์

เมื่องานตกแต่งสำนักงานแห่งใหม่เสร็จเรียบร้อยแล้ว ก็ย้ายที่ทำการจากที่เก่า(สวนมะลิ)ไปที่ใหม่ อาคารยูไนเต็ด เซ็นเตอร์ ถนนสีลม การย้ายเกือบจะไม่ต้องขนเอาอะไรไปเลย นอกจากเอกสารสำคัญ เพราะสำนักงานใหม่มีทุกอย่างครบถ้วนสมบูรณ์แบบแล้ว

จำนวนพนักงานจากที่เก่าประมาณไม่เกินร้อยคน(รวมทั้งผู้บริหาร) เมื่อมาอยู่ที่ใหม่ งานเพิ่มมากขึ้น จำนวนพนักงานก็เพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณ เมื่อสิ้นปี พ.ศ. 2539 จำนวนพนักงานมีถึง 300 กว่าคน

โดยเฉพาะผู้บริหารทุกระดับทุกฝ่ายก็เพิ่มขึ้นเช่นกัน กรณีนี้มีข้อน่าสังเกตุว่า การที่พนักงานใหม่เพิ่มขึ้นมามากมายนั้น มิใช่เป็นการรับสมัครทั่วไป แต่เป็นการ(นำพา)เข้ามาโดยผู้บริหารชักชวนกันเข้ามา เช่น นาย ก.เคยทำงานอยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่ง เมื่อมาทำงานอยู่ที่นี่ก็ชักชวนลูกน้องเก่าที่เดิมเข้ามาด้วย อาจจะจำนวน 3-4 คนหรือมากกว่านี้ ในฐานะที่ผมดูแลด้านทรัพยากรบุคคลของบริษัทฯ เคยเรียนเสนอแนะคุณเทพ CEO ว่า อาจจะเกิดปัญหาขึ้นในโอกาสหน้า เพราะต่างฝ่ายต่างก็พากันคิดว่า ตนเป็นคนของนายคนนี้ ไม่ใช่คนของนายคนโน้น โดยเฉพาะวัฒนธรรมในการทำงานก็เริ่มมีความแตกต่างกัน ที่สำคัญที่สุดคือเรื่องเงินเดือนที่แตกต่างกันด้วย เพราะแต่ละคนก็อ้างว่าอยู่ที่เดิมเคยได้รับเงินเดือนเท่านี้ นี่คือปัญหาใหญ่ของฝ่ายทรัพยากรบุคคล ทางออกที่คิดว่าน่าจะดีที่สุดในขณะนั้นคือ การจัดสัมมนาร่วมกันทุกฝ่าย เพื่อสร้างความเข้าใจอันดีต่อกัน

ปัญหลายอย่างๆเริ่มก่อตัวขึ้นอย่างช้าๆแต่ว่าน่ากลัวมาก ผมเคยปรึกษาคุณเทพ แต่ท่านบอกว่าไม่มีปัญหาผมคิดมากไป ดังนั้นผมจึงต้องทำใจให้สงบคิดว่าอะไรจะเกิดก็ให้มันเกิด ขนาดนายใหญ่(CEO)ยังมองไม่เห็นปัญหาแล้วเราจะไปทำอะไรได้

ไม่แต่เฉพาะปัญหาภายในบริษัท ภายนอกบริษัทก็มีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจของประเทศกำลังก่อตัวขึ้นเช่นกัน บริษัทเงินทุนจำนวนหลายสิบบริษัทเริ่มให้สินเชื่อแก่ลูกค้า โดยขาดหลักเกณฑ์ที่ดี ลูกค้าประเภทโครงการอสังหาริมทรัพย์เริ่มบูมสุดขีด หลายบริษัทลงทุนกันอย่างเมามัน ในที่สุดก็เกิดปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงินอย่างร้ายแรง ทั้งบริษัทเงินทุนผู้ให้กู้เงินและบริษัทลูกค้าผู้กู้เงิน

นั่นคือที่มาของวิกฤติการเศรษฐกิจฟองสบู่แตก เมื่อ พ.ศ. 2540-2541

รัฐบาลชวน หลีกภัย โดย มรว.กระทรวงการคลัง (ธารินทร์ นิมมานเหมินทร์)ก็จัดทำรายชื่อบริษัทเงินทุนและเงินทุนหลักทรัพย์ ที่คาดว่าอยู่ในข่ายอันตรายจำนวน 60 บริษัท และถูกดำเนินการตรวจสอบอย่างเข้มข้น เพื่อที่จะยกเลิกหรือปิดบริษัทฯเหล่านี้ ในที่สุดก็มีประกาศของกระทรวงการคลังสั่งปิดบริษัทฯจำนวย 58 บริษัท (บริษัทเงินทุนธีรชัยทรัสต์ และบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ มหาธนกิจ ก็โดนด้วย) โดยเฉพาะ บงล.มหาธนกิจ กล่าวกันว่าเหตุที่ถูกสั่งปิดเพราะเหตุผลทางการเมือง เพราะบริษัทฯนี้ไม่มีทางที่จะขาดสภาพคล่องทางการเงินแน่นอน เพราะเป็นบริษัทในเครือของ เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี ผู้มีธุรกิจหลากหลาย

โพสท์ใน คนค้าเงิน | ใส่ความเห็น

ข้างหลังชีวิต ภาคมัชฌิมวัย ตอน”คนค้าเงิน”(2/1)

เมื่อผมมาทำงานอย่างเป็นทางการที่นี่แล้ว งานแรกที่ต้องรับผิดชอบคือ การไปดูแลและติดตามการตกแต่งสำนักงานใหม่ ที่ชั้น 34-38 รวม 5 ชั้น อาคารยูไนเต็ดเซ็นเตอร์ ถนนสีลม ตรงข้ามโรงพยาบาลกรุงเทพคริสเตียน

สำหรับผังสำนักงานที่กำหนดไว้คือ ชั้นที่ 34 เป็นสำนักงานทั่วไป ชั้นที่ 35 เป็นฝ่ายเงินทุน ชั้นที่ 36 เป็นสำนักงานผู้บริหารระดับสูง ห้องประชุมใหญ่ ห้องประชุมคณะกรรมการบริษัท และผู้บริหารฝ่ายต่างๆ ชั้นที่ 37 เป็นฝ่าย ไอที.ของบริษัท และฝ่ายบริหารทรัพยากรบุคคล และฝ่ายธุรการและจัดซื้อ ชั้นที่ 38 เป็นฝ่ายหลักทรัพย์ มีกระดานหุ้นไฟฟ้าแสดงข้อมูลการซื้อขายหลักทรัพย์ เชื่อมต่อกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีคอมพิวเตอร์สำหรับให้ลูกค้ามาใช้ในการตรวจสอบข้อมูลต่างๆ ห้องสำหรับพักผ่อนของลูกค้า

การตกแต่งสำนักงานนั้น แบ่งการตกแต่งชั้นละหนึ่งบริษัท เพื่อความสะดวกในการควบคุมดูแลและติดตามงาน ส่วนงานระบบคอมพิวเตอร์นั้นก็มีบริษัทมารับเหมาออกแบบติดตั้งอีกบริษัทหนึ่ง งานระบบโทรศัพท์ทุกชั้นก็มีบริษัทมารับเหมาออกแบบติดตั้งเช่นกัน งบประมาณในการตกแต่งและติดตั้งเฟอร์นิเจอร์ อุปกรณ์โทรศัพท์ ระบบงานคอมพิวเตอร์ ประมาณเกือบร้อยล้านบาท

พูดถึงระบบงานคอมพิวเตอร์นั้น บริษัทจัดห้องๆหนึ่งสำหรับติดตั้งเครื่องเซฟเว่อร์โดยเฉพาะ ติดตั้งเครื่องปรับอากาศเย็นฉ่ำตลอด 24 ชั่วโมง พูดก็พูดเถอะ ตอนนั้นผมยังไม่รู้เรื่องคอมพิเตอร์เลย คุณเทพ CEO ของบริษัทกำหนดให้ผู้บริหารระดับตั้งแต่ผู้จัดการแผนกขึ้นไป ทุกฝ่าย มีคอมพิเตอร์ประจำคนละหนึ่งเครื่อง พนักงานทั่วไปใช้เครื่องร่วมกัน และมีระบบการส่งอีเมลภายในบริษัท ทั้งนี้เพื่อลดการใช้กระดาษบันทึกแบบสำนักงานทั่วๆไป และมีระบบการแบ่งชั้นความลับสำหรับผู้บริหารระดับต่างๆ

คอมพิวเตอร์สมัยนั้นยังไม่มีระบบปฏิบัติการแบบวินโดวส์เหมือนวันนี้ เวลาเปิดเครื่องจะใช้งานต้องป้อนคำสั่งให้เครื่องทำงาน ผมเองก็วิตกกังวลใจเป็นอย่างมาก เพราะไม่มีความรู้ในการใช้คอมพิวเตอร์เลย แม้เจ้าหน้าที่ฝ่าย ไอที.แนะนำวิธีการใช้ตอนติดตั้งเครื่องให้แล้วก็ตาม พอเจ้าหน้าที่กลับไป ผมก็ลืมหมดทันที

เรื่องนี้มิได้เป็นเฉพาะผมคนเดียวนะ แต่มีผู้บริหารจำนวนหลายคนหลายระดับ ทุกฝ่าย เหมือนผมทั้งนั้น บริษัทฯจึงกำหนดหลักสูตรขึ้นมาสอนผู้บริหารให้สามารถใช้งานได้ มิเช่นนั้นคอมพิวเตอร์จะกลายเป็นเครื่องประดับห้องทำงานไป

คุณเทพยังกำหนดระเบียบให้ผู้บริหารต้องดูอีเมลที่เครื่องวันละอย่างน้อยสองครั้ง คือเวลาเช้าที่มาทำงาน และก่อนจะกลับบ้าน เพื่อว่าจะได้รู้ว่าใครส่งอีเมลเรื่องอะไรมา เรื่องนี้สร้างความอีดอัดใจให้ผู้บริหารหลายคน เพราะลืมดูหรือเปิดดูไม่สะดวก เวลาประชุมผู้บริหารประจำเดือนคุณเทพมักจะตำหนิเรื่องนี้เสมอๆ

ผมจึงใช้วิธีโทรศัพท์แจ้งผู้บริหารทุกฝ่ายที่ผมส่งอีเมลไปให้ ทั้งนี้เพื่อมิให้ตกข่าวและถูกตำหนิในที่ประชุม นอกจากนี้ผู้บริหารระดับผู้อำนวยการฝ่ายทุกฝ่าย บริษัทฯยังจัดซื้อโทรศัพท์มือถือ ระบบ GSM ของ AIS ที่นับว่าทันสมัยสุดๆพร้อมกับเพจเจอร์ให้ใช้ฟรีๆ อีกด้วย

สถานะของผู้บริหารระดับผู้อำนวยการสำนักและฝ่ายทุกฝ่าย ยังมีห้องทำงานส่วนตัว รถยนต์ประจำตำแหน่ง อาทิ ระดับผู้อำนวยการได้รถยี่ห้อ โตโยต้า โคโรนา ผู้อำนวยการอาวุโส ได้รถยี่ห่อ ฮอนดา แอ็คคอร์ด ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการได้รถ วอลโว่ กรรมการผู้จัดการได้รถยี่ห้อ เบนซ์ ประธานกรรมการบริหารหรือ CEO ได้รถยี่ห้อ BMW ซีรี่ส์ 5 พร้อมคนขับรถประจำตำแหน่ง เป็นต้น ทั้งนี้ยังให้ใช้น้ำมันฟรีแบบไม่จำกัดด้วย

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

ข้างหลังชีวิต ภาคมัชฌิมวัย ตอน”คนค้าเงิน”(2)

ภาคมัชฌิมวัยจะจบลงตอนนี้ เพราะตอนนี้ผมอายุ 58 ปีแล้ว คงจะไม่สามารถโลดแล่นไปในยุทธจักรธุรกิจได้มากมายนัก

หลังจากที่ล่มสลายจากการทำนิตยสาร “ชีวิตต้องสู้”แล้ว คุณไพบูลย์และบรรดามิตรสหายทั้งหมด รวมทั้งผมด้วยต่างก็แยกย้ายกันไปตามวิถีชีวิตของแต่ละคน

วันหนึ่งผมก็ได้รับโทรศัพท์จากคุณไพบูลย์แจ้งว่าจะมีงานใหม่ให้ทำ หากสนใจก็นัดคุยรายละเอียดกัน ตกลงผมก็ไปพบคุณไพบูลย์ตามนัดหมาย จากการคุยกันทราบว่ามีบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ ในเครือของคุณเจริญ สิริวัฒนภักดี กำลังจะขยายกิจการใหม่ ต้องการผู้บริหารที่มีความรู้และประสบการณ์ในเรื่องการบริหารงานทั่วไป คุณไพบูลย์บอกว่าผมนี่แหละตรงตามสเป็คที่เขาต้องการเลย

บริษัทที่กล่าวมาคือ บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์ มหาธนกิจ จำกัด ปัจจุบันตั้งอยู่ที่ข้างธนาคารมหานคร สำนักงานใหญ่ สวนมะลิ ผมติดต่อไปตามหมายเลขโทรศัพท์ที่คุณไพบูลย์ให้มา ผู้รับสายคือคุณเสรี (จำนามสกุลไม่ได้) ทำหน้าที่เลขานุการประธานกรรมการบริหาร(CEO) คือ คุณเทพ รุ่งธนาภิรมย์ (อดีตนักเรียนทุนของธนาคารกสิกรไทย รุ่นแรก ที่คุณบัญชา ล่ำซำ ส่งไปเรียนปริญญาโท ที่อเมริกา ในนามของสี่ทหารเสือ กสิกรไทย)

เมื่อผมไปพบครั้งแรกเพื่อรับการสัมภาษณ์ สำนักงานของ บงล.มหาธนกิจ ที่ตั้งอยู่ข้างธนาคารมหานคร นั้น เป็นอาคารพาณิชย์จำนวน 4 ชั้น 5 คูหา ผมไปพบคุณเทพ ชั้นที่ 2 และได้คุยกับคุณเทพประมาณ 20 นาที จากนี้คุณเทพก็บอกว่าจะให้คุณเสรีโทร.ไปแจ้งผล ผมก็นึกว่าคงจะไม่ได้รับการว่าจ้างแน่นอน เหตุผลหลักๆคือ ผมมีอายุมากแล้ว ความรู้ก็ไม่ได้เรียนจบปริญญาโท ประสบการณ์ด้านการบริหารงานทั่วไปก็พื้นๆไม่น่าสนใจอะไร

แต่อะไรๆในโลกนี้มักจะมีสิ่งที่คาดไม่ถึงเสมอ สองวันต่อมาผมได้รับโทรศัพท์จากคุณเสรี แจ้งว่าคุณเทพตกลงจ้างผม ในอัตราเงินเดือนที่ผมเสนอไปคือ เดือนละ 60,000 บาท ในตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนักบริหาร ที่รับผิดชอบดูแลงาน 4 ฝ่ายคือ ฝ่ายทรัพยากรบุคคล ฝ่ายธุรการและจัดซื้อ ฝ่ายประชาสัมพันธ์ และฝ่ายเลขานุการการประชุมคณะกรรมการบริษัท

ผมแทบไม่เชื่อหูตนเองที่ได้รับข่าวดีเช่นนี้ เพราะโอกาสที่คนอายุ 58 ปีจะได้รับการว่าจ้างให้ทำงานในตำแหน่งดีๆแบบนี้ แทบจะเป็นไปไม่ได้ แต่มันก็เป็นไปแล้ว และนี่คือช่วงชีวิตของผมที่ทะยานขึ้นสู่จุดที่สูงสุด หลังจากที่ทำงานมาสารพัดประเภท

ผมเริ่มทำงานต้นเดือนพฤศจิกายน 2538 สถานที่ทำงานคือชั้นสอง นั่งทำงานรวมๆกันสามสี่คน เพราะสถานที่คับแคบ (แต่บริษัทฯมีโครงการที่จะย้ายไปยังสำนักงานใหม่ อาคารยูไนเต็ด เซ็นเตอร์ ถนนสีลม ประมาณเดือนกุมภาพันธ์ 2539)

โพสท์ใน คนค้าเงิน | ใส่ความเห็น

ข้างหลังชีวิต ภาคมัชฌิมวัย ตอน”คนทำหนังสือ”(2)

เมื่อประมาณปลายปี พ.ศ. 2537 ผมได้รับการชวนจากคุณไพบูลย์ สำราญภูติ ให้มาร่วมงานกันอีกที่ นิตยสาร “ชีวิตต้องสู้” รายสัปดาห์ ซึ่งเป็นหนังสือในเครือของ นสพ.”ผู้จัดการ” โดย สนธิ ลิ้มทองกุล เป็น(เป็นผู้ก่อตั้ง)

ท่านคงจะยังจำกันได้ว่าเมื่อประมาณ พ.ศ. 2527 คุณสนธิ ลิ้มทองกุล เพิ่งแจ้งเกิดด้วยการจัดพิมพ์ นิตยสาร”ผู้จัดการ” รายเดือน ขนาดรูปเล่มเท่ากับนิตยสาร “สรรสาระ” รายเดือน

จะเป็นเพราะความเก่งหรือความเฮง หรือทั้งเฮงและเก่งก็ตาม เพียงเวลาผ่านไปประมาณ 10 กว่าปี คุณสนธิสามารถสร้างอาณาจักรเครือ นสพ.ผู้จัดการขึ้นมาได้ มีโรงพิมพ์เป็นของตนเองคือ บริษัทโรงพิมพ์ตะวันออก ตั้งอยูที่หลักสี่ ตรงข้ามโรงแรมของคุณอัศวิน อิงคะกุลคือ โรงแรมมิราเคิ้ล

พูดถึงนิตยสาร”ชีวิตต้องสู้” เจ้าของหัวหนังสือนี้คือ คุณสันติ เศวตวิมล “แม่ช้อยนางรำ” ที่ดังมาจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ และมาจับมือกับคุณสนธิปรับปรุงขึ้นมาใหม่ หลังจากที่หยุดชะงักไปนานพอสมควร

คุณไพบูลย์ สำราญภูติ มาเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท ชีวิตต้องสู้ จำกัด ในฐานะผู้รับผิดชอบบริหารนิตยสารฉบับนี้ สำนักงานก็ตั้งอยูที่โรงพิมพ์ตะวันออกตามที่กล่าวมาแล้ว คุณสันติ เศวตวิมล เป็นบรรณาธิการบริหาร ผมมารับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร

นอกจากนี้ยังมีผู้บริหารอีกหลายฝ่าย และเจ้าหน้าที่กองบรรณาธิการ พูดถึงกองบรรณาธิการผมมีโอกาสพบกับ คุณสุธี มีศีลสัตย์ หลังจากที่พบกันครั้งแรกในฝ่ายโฆษณาโรงภาพยนตร์บางกอกเธียเตอร์ ของเสี่ยศุภชัย อัมพุช ที่ถนนราชปรารภ เมื่อประมาณ พ.ศ. 2510 และติดตามฝากข่าวท่านเรื่อยมาเมื่อตอนผมเป็นประชาสัมพันธ์โรงแรมชวลิต โลกมันกลมครับท่านจึงได้มาพบกันที่นี่อีก

เมื่อผมเข้าไปทำงานแล้วจึงทราบว่าที่นี่ค่อนข้างอันตราย เพราะมีการเล่นการเมืองภายในองค์กรค่อนข้างรุนแรงมาก มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย คุมเชิงคอนจับผิดกันตลอดเวลา ฝ่ายหนึ่งคือฝ่ายคุณไพบูลย์ สำราญภูติ ซึ่งก็พยายามนำเพื่อนสนิทมิตรสหายที่รู้ใจรู้ฝีมือกันมาทำงาน อีกฝ่ายหนึ่งก็คือฝ่ายคุณสันติ เศวตวิมล ซึ่งก็มีลูกน้องอยู่เป็นจำนวนมาก

การประชุมร่วมกันทั้งสองฝ่ายมักจะมีปัญหาไม่ลงรอยกันเสมอ ถามว่าคุณสนธิ ลิ้มทองกุลในฐานะประธานฯรู้ใหม ก็ต้องตอบตามความเป็นจริงว่า รู้ แต่ก็ยังไม่จัดการอะไรที่เป็นการหักหาญน้ำใจของสองฝ่ายลงไป เพราะคุณไพบูลย์ก็เป็นผู้มีพระคุณกันมาก่อน คุณสันติก็เป็นเพื่อนสนิทกัน และยังเป็นเจ้าของหัวหนังสืออีกด้วย

สุภาษิตจีนโบราณว่าไว้ “งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา” กรณีความขัดแย้งระหว่างคุณไพบูลย์กับคุณสันติ ก็เช่นกัน วันหนึ่งก็ถึงจุดแตกหัก คุณสนธิเลือกคุณสันติไว้ เพราะเป็นบรรณาธิการบริหารและมีลูกน้องเป็นนักหนังสือพิมพ์จำนวนมาก ปล่อยคุณไพบูลย์ไป ทุกอย่างก็จบลง สรุปแล้วผมทำงานที่นี่ประมาณ 10 เดือน (ตั้งแต่มกราคม ถึงตุลาคม 2538)

โพสท์ใน คนทำหนังสือ | ใส่ความเห็น

ข้างหลังชีวิต ภาคมัชฌิมวัย ตอน”คนขายบ้าน”(4)

เมื่อครั้งที่ผมไปเข้าอบรมหลักสูตร”เดอะบอสส์” รุ่นที่ 13 นั้น ผมไปพบกับลูกชายเจ้าของโรงหนังบางแครามา (พ.ศ. 2511) ตอนนั้นยังเป็นเด็กหนุ่มชอบสนุก ขับรถยนต์ BMW 2000 รุ่นล่าสุดสมัยนั้น เที่ยวกลางคืนเกือบทุกคืน เพราะพ่อเป็นเถ้าแก่โรงหนัง ผมเรียกชื่อเล่นเขาว่า “เสี่ยเจียง” วันนี้เขาคือ กำพล แสงเรืองกิจ เป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท สินทรัพย์นคร จำกัด มาเข้าอบรมรุ่นที่ 14

หลังจากที่คุยกับแบบคนที่รู้จักและคุ้นเคยกันแล้ว เขาก็บอกผมว่า หากผมมีอะไรที่เขาจะช่วยได้ ให้โทร.ไปคุยกับเขานะ

แล้วก็ถึงเวลานั้นที่เขาบอกไว้ ผมโทรไปหาเขาว่าอยากจะทำงานกับเขาด้วย เขาก็ตกลงด้วยความยินดี สำนักงานของเขาตอนนั้น(พ.ศ. 2535) ตั้งอยู่ที่หน้าหมู่บ้าน สินทรัพย์นคร ถนนพุทธมณฑลสาย2 ผมเข้าทำงานในตำแหน่ง ผู้จัดการฝ่ายบุคคลและธุรการ บริษัทมีพนักงานประจำอยู่ที่สำนักงานประมาณ 30-35 คน แต่มีพนักงานที่อยู่ตามโครงการก่อสร้าง(ไซด์งาน) หลายคน เช่น พนักงานโฟร์แมน พนักงานขายประจำโครงการ เป็นต้น สรุปแล้วมีพนักงานทั้งหมดประมาณ 100 คน

สำหรับผู้บริหารมีดังนี้ คุณกำพล แสงเรืองกิจ เป็นกรรมการผู้จัดการ น้องสาวคนสุดท้องเป็นผู้จัดการฝ่ายบัญชีและการเงิน น้องเขยเป็นผู้จัดการทั่วไป คุณนิรันดร์ (จำนามสกุลไม่ได้) เป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาดและขาย ผม เป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคลและธุรการ และมีวิศวกร(จำชื่อไม่ได้)เป็นผู้จัดการฝ่ายก่อสร้าง

บริษัท สินทรัพย์นคร จำกัด ดูเป็นบริษัทขนาดเล็กแต่มีกิจการค่อนข้างใหญ่ มีโครงการหมู่บ้านจัดสรรที่สร้างสำเร็จและขายหมดแล้วหลายโครงการ เช่น หมู่บ้านพุดตาล (ซอยเพชรเกษม 81 เข้าตลาดหนองแขม) หมู่บ้านพรรณิการ์ ซอยกาญจนาภิเษก เชื่อมต่อซอยจรัญสนิทวงศ์13) หมู่บ้านจัดสรรที่บางบัวทอง และกำลังขึ้นอีกหลายโครงการ

จุดเด่นของบริษัทคือมีที่ดินอยู่ในมือ(Land Bank) จำนวนหลายแปลง ซื้อมานานแล้วสมัยพ่อเป็นเถ้าแก่โรงหนังบางแครามา ซื้อมาในราคาถูกๆ เมื่อนำมาสร้างเป็นหมู่บ้านจัดสรรจึงมีต้นทุนที่ถูก สามารถขายได้ราคาไม่แพง รูปแบบบ้านสวยและมาตรฐานการก่อสร้างที่ดี จึงทำให้ทุกโครงการขายได้หมดในเวลาไม่นานนัก

คุณกำพล แสงเรืองกิจ มีความประสงค์ที่จะนำบริษัทฯเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพราะภรรยาเป็นผู้ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์มานานแล้ว จึงนำบริษัทฯจดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชน แต่ไม่ทราบว่าติดปัญหาอะไรจึงไม่สามารถนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ (เพราะผมลาออกมาก่อน)

ผมมาทำงานกับคุณกำพลจึงพบว่า พฤติกรรมและวัฒนธรรมการบริหารงานงานแตกต่างกับพ่ออย่างสิ้นเชิง สมัยเถ้าแก่โรงหนังบางแครามานั้น เป็นแบบเถ้าแก่ แต่คุณกำพลเป็นแบบเสี่ยรุ่นใหม่ แต่อย่างไรก็ตามลูกไม้ก็หล่นไม่ไกลต้นตามที่คนโบราณว่าไว้

โพสท์ใน คนขายบ้าน | ใส่ความเห็น