ข้างหลังชีวิต ภาคมัชฌิมวัย ตอน”คนขายสินค้าโชห่วย”(3)

วันหนึ่งผมได้รับโทรศัพท์จากคุณทวิช ปิ่นแก้ว อดีตผู้จัดการฝ่ายขาย ห้างฯลัคกี้แฟมิลี่สโตร์ แจ้งว่าสนใจจะไปทำงานที่ห้างฯบางลำภูฯใหม เขาต้องการผู้จัดการฝ่ายบุคคล ผมตอบว่าสนใจ และคุณทวิชก็นัดหมายให้ผมไปพบคุณแก้ว ผูกทวนทอง กรรมการผู้จัดการของห้างฯบางลำภู ที่สี่แยกบางลำภู ผมคุยกับคุณแก้วแล้วไม่น่าสนใจ จึงแจ้งคุณทวิชว่าขอสละสิทธิ์ คุณทวิชแนะนำให้ผมไปพบกับคุณวิโรจน์ กมลวิศิษฐ์ กรรมการผู้จัดการ ห้างฯคาเธ่ย์ ย่านเยาวราช จากการคุยกับคุณวิโจน์น่าสนใจ ผมจึงตกลงจะทำงานที่ห้างฯคาเธ่ย์  ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบุคคล เมื่อตกลงเรื่องเงินเดือนเรียบร้อยแล้วก็เริ่มงานได้ทันที

นี่เป็นการใช้วิชาชีพการบริหารบุคคลเป็นแห่งที่สาม ห้างฯคาเธ่ย์เป็นห้างขนาดกลาง ตั้งอยู่ใจกลางชุมชนย่านการค้าเยาวราชพอดี ตรงหัวมุมถนนมังกร เดิมทีครอบครัวกมลวิศิษฐ์ทำธุรกิจด้านสิ่งทอและผลิตเสื้อและกางเกงยีนส์ยี่ห้อ ฮาร่า และบิ๊กจอห์น ก่อนที่จะมาตั้งห้างฯคาเธ่ย์ เป็นที่น่าสังเกตุว่าเจ้าของห้างฯแบบไทยๆมักจะมีธุรกิจเกี่ยวกับเสื้อผ้ามาก่อน อีกเจ้าหนึ่งก็คือ ห้างฯเมอร์รี่คิงส์ มีธุรกิจเกี่ยวกับเสื้อผ้าสำเร็จรูปมาก่อนเช่นกัน

คุณวิโรจน์ เป็นพี่ชายคนโตของครอบครัว มีน้องชายสามคนคือ วิชิต ชูชาติ และชูวิทย์(เป็นนักการเมืองแต่ไม่ประสบความสำเร็จ) มีน้องสาวหนึ่งคน คุณวิโรจน์เป็นคนพูดน้อย แต่มีหลักการและเหตุผลดีมาก ผู้ใต้บังคับบัญชามักจะเกรงกลัว เวลาประชุมผู้บริหารมักจะพูดแต่เนื้อหาสาระ จบเร็วไม่เยิ้นเย้อพูดมาก

ผมทำงานที่นี่แม้จะดูเผินๆว่าเป็นระบบครอบครัว แต่ก็มีหลักการบริหารที่ดีไม่แพ้องค์กรใหญ่ๆทั้งหลาย ในช่วงที่ผมทำงานอยู่ที่นี่มีการขยายสาขาไปที่ต่างๆสามสาขาคือ สาขาวงเวียนใหญ่ สาขาบางแค(ปัจจุบันคือ ห้างฯไอทีแกรนด์บางแค) สาขาหลักสี่ที่หลักสี่พลาซ่า(ต่อมาไฟใหม้จึงเลิกกิจการไป) จุดอ่อนการบริหารของห้างฯคาเธ่ย์เห็นจะมีอย่างเดียวคือ อำนาจการตัดสินใจมักจะอยู่ที่คุณวิโรจน์คนเดียว ดังนั้นถึงแม้จะขยายสาขาออกไปก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ในที่สุดก็ค่อยๆยุบสาขาลงจนเหลือแต่ที่เยาวราชแห่งเดียว ซึ่งในที่สุดก็เข้าตำราว่า ตายก็ไม่ตายโตก็ไม่โตประมาณนั้น

ผมมีสัญญาจ้างงานที่นี่จำนวน 1 ปี แต่ผมทำงานไม่ครบปีเพราะมีโรงแรมกำลังจะเปิดใหม่ ตั้งอยู่หน้าวังบูรพาภิรมย์ (ศูนย์การค้าเก่าแก่ของกรุงเทพ) เวลาผมเดินทางมาทำงานที่ห้างฯคาเธ่ย์ เขาวราช ต้องผ่านโรงแรมใหม่นี้ทุกวัน วิญญาณของความเป็นคนโรงแรมเก่ามันกระตุ้นให้ผมโหยหาที่จะทำงานโรงแรมอีก

ผมจึงหาเวลาว่างมาสำรวจข้อมูลที่โรงแรมใหม่นี้ว่าเป็นของใคร กำหนดจะเปิดเมื่อไร และทำอย่างไรจะพบเจ้าของโรงแรมได้ ซึ่งก็ไม่ยากเกินความสามารถของผมไปได้ เมื่อผมได้ข้อมูลครบถ้วนแล้ว จึงกำหนดวันดีเดย์เข้าพบเจ้าของโรงแรมทันที

ผมได้พบเจ้าของโรงแรมคนแรกคือ พ.ต.อ.(พิเศษ) นพ.กำพล ตังทัตสวัสดิ์ รอง ผอ.รพ.ตำรวจ ยังรับราชการอยู่ในขณะนั้น ตระกูลตังทัตสวัสดิ์ มีนพ.กำพลเป็นบุตรชายคนโต คนที่สองคือคุณสิงห์ ตังทัตสวัสดิ์ ทำงานอยู่เครือปูนซิเมนต์ไทยระดับผู้บริหารระดับสูง น้องสาวหนึ่งคน น้องชายคนสุดท้องคือ คุณอนันต์ ตังทัตสวัสดิ์ อดีตกรรมการผู้จัดการธนาคารอิสลามคนแรก

ผมคุยกับ นพ.กำพลหลายครั้ง แต่ละครั้งคุณหมอจะซักถามเรื่องราวต่างๆของการบริหารโรงแรมอย่างละเอียดถี่ถ้วน จนผมรู้สึกว่าคุณหมอจะหลอกถามผมหรือไง แต่ก็ยังมีความมั่นใจว่าจะได้ทำงานที่โรงแรมใหม่นี้แน่นอน การก่อสร้างตัวอาคารโรงแรมก็ใกล้จะเสร็จเรียบร้อยแล้ว เหลือแต่เพียงการติดตั้งอุปกรณ์และเครื่องใช้ตามห้องพักเท่านั้น

ในที่สุดหลังจากพบกับคุณหมอกำพลประมาณสิบกว่าครั้ง คุณหมอก็ถามผมว่าผมพร้อมที่จะทำงานได้เมื่อไร ผมก็พยายามพูดแบบสงวนท่าทีว่า ผมคงต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือนเพื่อลาออกจากห้างฯคาเธ่ย์ คุณหมอกำพลก็พูดว่าถูกต้องแล้ว อย่าทำให้ที่ทำงานเก่าเขาเสียหาย แสดงว่าคุณหมอกำพลนอกจากเป็นหมอแล้วยังมีความเป็นผู้บริหารที่ดีอีกด้วย

โพสท์ใน คนขายสินค้าโชห่วย | ใส่ความเห็น

ข้างหลังชีวิต ภาคมัชฌิมวัย ตอน”คนขายสินค้าโชห่วย”(2)

ผมต้องหยุดเว้นวรรคการทำงานอีกระยะหนึ่ง เพราะห้างฯลัคกี้แฟมิลี่สโตร์ปิดกิจการลง แต่ไม่นานเกินรอ คุณสมชาย สหนันท์พร อดีตผู้จัดการฝ่ายบุคคล ของห้างฯลัคกี้ฯก็ชวนให้ไปทำงานด้วยกันอีก ที่ห้างฯอาเชี่ยน ตลาดพระโขนง ติดกับธนาคารกรุงเทพ สาขาพระโขนง

คุณสมชาย มาทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคลและธุรการที่ห้างฯนี้ ผมก็ได้รับการว่าจ้างให้ทำงานในตำแน่งเดิมคือ ผู้จัดการแผนกฝึกอบรม เริ่มงานต้นเดือนมกราคม พ.ศ. 2529 ห้างฯอาเชี่ยนเป็นห้างฯเล็กๆที่ดัดแปลงมาจากอาคารพาณิชย์ สูง 5 ชั้น ด้านหน้ามีความกว้าง 10 คูหา บริหารงานในรูปบริษัทจำกัด โดยมี คุณอุดม (จำนามสกุลไม่ได้) เป็นกรรมการผู้จัดการ คุณสมบัติ (จำนามสกุลไม่ได้) เป็นผู้จัดการทั่วไป

ผู้บริหารระดับรองลงมาก็คือ คุณสมชาย สหนันท์พร เป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคลและธุรการ คุณวันชัย ใบมงคล เป็นผู้จัดการฝ่ายขาย ผม เป็นผู้จัดการแผนกฝึกอบรม คุณอนุสรณ์ สงวนศิลป์ เป็นผู้จัดการแผนกศิลป์ เป็นต้น

งานที่ห้างฯอาเชี่ยนนี้ผมทำงานคล้ายๆกับเป็นทางผ่านชั่วระยะเวลาสั้นๆ เพียง 5-6 เดือน แล้วก็โบยบินไปที่ห้างฯอื่นต่อไป

โพสท์ใน คนขายสินค้าโชห่วย | ใส่ความเห็น

ข้างหลังชีวิต ภาคมัชฌิมวัย ตอน”คนขายสินค้าโชห่วย”(1)

ขณะนี้คือปลาย พ.ศ. 2528 หลังจากที่ผมลาออกจากงานที่โครงการนิคมอุตสาหกรรมบางปูแล้ว ผมก็มาพักผ่อนอยู่กับบ้าน เพื่อทบทวนชีวิตว่าต่อไปจะทำมาหากินอะไรดี แต่ใจหนึ่งก็เชื่อมั่นในชาตาชีวิตของตนเองว่า คงจะไม่อับจนนักในเรื่องการหางานทำ เพราะประสบการณ์ในชีวิตที่ผ่านมาเป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดี

หลังจากอยู่กับบ้านได้ประมาณระยะหนึ่ง ก็มีโอกาสพบกับเพื่อนคนหนึ่งชื่อ ทวิช อุไรเริง สมัยที่ผมทำงานอยู่โรงแรมชวลิต เคยมาพบผมเรื่องการจัดตั้ง สถาบันพัฒนาผู้นำ และขอให้ผมช่วยประชาสัมพันธ์ให้ คุณทวิชบอกว่า อ.สมิต สัชฌุกร แนะนำให้มาหาผม วันนี้เขาทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายธุรการ ห้างสรรพสินค้าเมอร์รี่คิงส์ สาขาวังบูรพา

ต้องขอเรียนว่า ณ พ.ศ. นี้ เป็นยุคทองของห้างสรรพสินค้า ในกรุงเทพมหานครมีห้างสรรพสินค้าเปิดตัวขึ้นแทบจะเดือนละห้าง อาทิ ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ ขยายสาขาไปยึดครองพื้นที่ชานเมืองแทบจะครบสี่ทิศแล้ว ห้างสรรพสินค้าเอ็กเซล เปิดที่ประตูน้ำ ตรงที่เป็นห้างพันธ์ทิพย์ ห้างสรรพสินค้าคาเธ่ย์ ย่านเยาวราช ห้างสรรพสินค้าพาต้า ปิ่นเกล้า ห้างสรรพสินค้าเมอร์รี่คิงส์ ปิ่นเกล้า ฯลฯ คุณทวิช ถามผมว่าสนใจทำงานห้างสรรพสินค้าใหม ผมก็ตอบว่าน่าสนใจนะ คุณทวิชบอกผมว่าจะพาไปพบเพื่อนคนหนึ่ง ทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคลอยู่ที่ห้างฯเปิดใหม่ ย่านบางกะปิ

คุณทวิช พาผมไปพบคุณสมชาย สหนันท์พร ที่ห้างสรรพสินค้า ลัคกี้แฟมิลี่สโตร์ ซึ่งเปิดใหม่ตั้งอยู่ด้านหลังเขตบางกะปิ คนละฝั่งคลองแสนแสบ ด้านหน้าติดถนนสุขาภิบาล 3 (ปัจจุบันคือ ถนนรามกำแหง) ตำแหน่งที่ผมได้รับการว่าจ้างคือ ผู้จัดการแผนกฝึกอบรม งานฝึกอบรมถือว่าเป็นงานที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากของห้างฯไม่ยิ่งหย่อนกว่างานอื่นๆ เพราะนอกจากจะทำการอบรมพนักงานประจำของห้างแล้ว ยังต้องอบรมพนักงานขายที่บริษัทซัพพลายเอ่อร์ส่งมาขายสินค้า เราเรียกพนักงานขายสินค้าทั่วไปว่า พนักงาน พีซี พนักงานขายสินค้าเครื่องสำอางว่า พนักงาน บีเอ ซึ่งห้างใหญ่ๆจะมีพนักงานประเภทนี้จำนวนเป็นร้อยคน ความจริงเรื่องที่อบรมก็คือการปฐมนิเทศเกี่ยวกับกฏ ระเบียบของห้างฯนั่นเอง

พนักงานขายประเภทนี้จะหมุนเวียนกันเข้ามาทุกเดือน บางครั้งพนักงานประเภทนี้ทำผิดระเบียบของห้างฯ เราขอส่งคืนบริษัทฯ หรือบริษัทฯส่งพนักงานใหม่เข้ามาทดแทนพนักงานเก่า ห้างฯจึงต้องมีการอบรมปฐมนิเทศกันทุกสัปดาห์

ห้างสรรพสินค้าลัคกี้แฟมิลี่สโตร์ เป็นห้างของคุณชัชวาลย์ สุวรรณไพรพัฒนะ คนไทยเชื้อสายจีน ซึ่งมีอาชีพดั้งเดิมเป็นช่างเคาะพ่นสีรถยนต์ ต่อมาตั้งอู่เคาะพ่นสีรถยนต์และพัฒนามาเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง เป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งต่อมาเป็นผู้จัดสร้างหมู่บ้าน ทาวน์ อิน ทาวน์ ซอยวัดเทพลีลา และโรงแรมระดับสามดาวชื่อ โรงแรมทาวน์ อิน ทาวน์ ที่พัทยากลาง ชลบุรีและที่กรุงเทพ

คุณชัชวาลย์ บริหารงานระบบเถ้าแก่ ไม่มีระเบียบกฏเกณฑ์อะไรทั้งสิ้น โดยเฉพาะเรื่องการเงินมักจะใช้เงินผิดประเภทเสมอๆ ไม่มีใครกล้าทักท้วง (ถึงจะทักท้วงคุณชัชวาลย์ก็ไม่เชื่อ) อาทิ การนำเงินสดที่ขายสินค้าหน้าห้างฯแต่ละวัน ไปลงทุนซื้อที่ดินตามที่ต่างๆ กรณีนี้ทำให้เกิดการขาดสภาพคล่องทางการเงิน ที่วิกฤตที่สุดคือการจ่ายเช็คแล้วบริษัทซัพพลายเอ่อร์นำไปขึ้นเงินไม่ได้ เท่านี้แหละเสมือนไฟใหม้ฟางรู้กันไปทั่ววงการ ซัพพลายเอ่อร์ต่างพากันแอนตี้ไม่ยอมส่งสินค้าให้ บางรายที่ร้ายกว่านั้นยังขนสินค้ากลับก็มี ห้างฯทุกห้างฯจะอยู่ได้ก็เพราะซัพพลายเอ่อร์ให้เครดิตทั้งนั้น เมื่อประสบวิกฤติเช่นนี้ห้างฯของคุณชัชวาลย์จำต้องปิดกิจการลง หลังจากที่เปิดดำเนินการมาได้เพียง 10เดือนเท่านั้น

บรรดาพนักงานและผู้บริหารต่างก็พากันไปหางานที่อื่นทำ คุณชัชวาลย์ ก็หลบลี้หนีหน้าบรรดาเจ้าหนี้ที่พากันตามล่าจ้าละหวั่น ด้วยมูลค่าหนี้สินจำนวนหลายสิบล้านบาท

ผู้บริหารของห้างฯลัคกี้แฟมิลี่สโตร์ยุคแรกและยุคเดียวที่ผมพอจำได้คือ คุณสมชาย สหนันท์พร ผู้จัดการฝ่ายบุคคล คุณทวิช ปื่นแก้ว ผู้จัดการฝ่ายขาย ผม คุณวิวัย จิตต์แจ้ง เพิ่งมาทำงานได้เพียงสองเดือน ในตำแหน่งผู้จัดการแผนกสงเสริมการขาย (ลาออกมาจาก สวนสยาม)

ผมและคุณวิวัยทราบดีว่าคุณชัชวาลย์หลบซ่อนเจ้าหนี้อยู่ที่ไหน จึงไปพบแกเพื่อเป็นกำลังใจให้ (ความเป็นจริงคืออยากได้เงินเดือนสุดท้ายที่ยังไม่ได้จ่ายให้ผมและคุณวิวัย) ตลอดเวลาที่ไปเยี่ยมเยียนแกประจำจึงทำให้ผมและคุณวิวัย ถูกเรียกตัวมาทำงานอีกครั้งหนึ่ง เมื่อแกชนะคดีกรมการศาสนาเรื่องการสร้างอาคารพาณิชย์ ที่ซอยวัดแห่งหนึ่ง(จำชื่อวัดไม่ได้) ใกล้ๆกับบริษัทเครื่องสำอางมิสทีน ถนนรามกำแหง และสามารถยืนหยัดขึ้นมาได้อีกครั้งด้วยเงินที่ชนะคดีจำนวนสิบกว่าล้านบาท

โพสท์ใน คนขายสินค้าโชห่วย | ใส่ความเห็น

ข้างหลังชีวิต ภาคมัชฌิมวัย ตอน”คนขายบ้าน”(2)

ก่อนที่ผมจะผ่านประวัติการทำงานอันสนุกจนลืมเหนื่อย ที่ “นิคมอุตสาหกรรมบางปู”และอีกสองโครงการคือ หมู่บ้านจัดสรรเชียงใหม่แลนด์ หมู่บ้านศรีนครแลนด์ นั้น

ผมมีบางเรื่อที่เห็นว่าสมควรที่จะบันทึกไว้ ณ ที่นี้ คือ การที่ผมได้รู้จักกับคนๆหนึ่งที่วันนั้นแทบจะไม่มีใครรู้จักเขา แต่วันนี้แทบจะไม่มีใครที่ไม่รู้จักเขา เพียงเวลาผ่านไป 27 ปี เขากลับมีชื่อเสียงและกิจกรรมที่โด่งดังไปทั่วประเทศ

วันหนึ่งประมาณกลางสัปดาห์ของต้นเดือนสิงหาคม พ.ศ.2527 คุณไพบูลย์ สำราญภูติ เชิญผมให้ไปพบที่ห้องทำงาน เมื่อผมเข้าไปในห้องพบชายคนหนึ่ง รูปร่างผอมบางแต่ค่อนข้างสูง สวมเสื้อเชิร์ตสีเทา กางเกงสีกากี คุณไพบูลย์แนะนำผมว่านี่คือ คุณสนธิ ลิ้มทองกุล และพูดต่อไปว่าเขากำลังจะออกนิตยสารรายเดือนฉบับหนึ่งชื่อ “ผู้จัดการ” คุณศตวรรษ ช่วยจัดโฆษณาลงให้ด้วย ฉบับละ 3 ชิ้นเต็มหน้า

ผมอยู่พูดคุยกับเขาอีกเล็กน้อยก็ขอตัวออกมาทำงานต่อ นิตยสารที่เขาจะออกนั้นมีรูปเล่มขนาดนิตยสาร รีดเดอร์ไดเจ็ต หรือ สรรสาระปัจจุบันนี้

นิตยสารฉบับปฐมฤฏษ์ของเขา เขาจัดทำเองเกือบจะทั้งฉบับ เพราะยังไม่มีทีมงานช่วย คุณไพบูลย์เล่าให้ฟังภายหลังว่า อดีตนั้นเขาเคยทำงานอยู่สำนักพิมพ์ของกลุ่ม พีเอสเอ ทำนิตยสารเก่ง เขียนหนังสือดีน่าอ่าน ต่อมาชาตาชีวิตของเขาผกผันมาก มีคดีความเกี่ยวกับเช็ค และหลบหน้าไปจากสังคมหลายปี วันที่เขามาหาคุณไพบูลย์นั้น เขาเคลียร์เรื่องต่างๆหมดแล้ว นัยว่าต้องการที่จะแจ้งเกิดอีกครั้ง และมาขอการสนับสนุนเรื่องการเงินจากคุณไพบูลย์

จะว่าโชคช่วยเขาหรือหรือเขามีฝีมือก็ยากที่จะวิเคราะห์ นิตยสาร ผู้จัดการ ของเขาขายดีมาก ตั้งแต่ฉบับแรกมาจนพัฒนาเป็นขนาดนิตยสารทั่วๆไปในท้องตลาด ผมก็จัดโฆษณาลงให้เขาฉบับละ 3 ขิ้นทุกฉบับ คือโฆษณาโครงการนิคมอุตสาหกรรมบางปู โครงการหมู่บ้านจัดสรรเชียงใหม่แลนด์ และโครงการหมู่บ้านศรีนครแลนด์ จนกระทั่งผมลาออกจากงานที่นี่

ผมคิดว่า ข้างหลังชีวิต ตอน “คนค้าที่ดิน”(3) น่าจะจบลงตรงนี้ครับ เพราะไม่มีอะไรที่น่าสนใจพอจะนำมาเขียน งานที่ทำก็ดำเนินไปเรื่อยๆแบบงานประจำ ผมทำงานที่นี่ประมาณสองปี ชีพจรก็ลงเท้าต้องสัญจรไปทำงานอื่นอีก พบกันตอนหน้าครับ สวัสดีครับ

โพสท์ใน คนขายบ้าน | ใส่ความเห็น

ข้างหลังชีวิต ภาคมัชฌิมวัย ตอน”คนขายบ้าน”(1)

ความจริงธนาคารศรีนครยังมีธุรกิจด้านอสังหาริมทรัพย์ในเครืออีกสองโครงการ นอกเหนือจากโครงการนิคมอุตสาหกรรมบางปู คือ โครงการหมู่บ้านจัดสรรศรีนครแลนด์ 1-2 ที่ถนนสุขาภิบาล 1 (ปัจจุบันคือถนนนวมินทร์) เขตบางกะปิ และโครงการหมู่บ้านจัดสรร เชียงใหม่แลนด์ ที่ปลายถนนช้างคลาน เชียงใหม่

โครงการทั้งสองตามที่กล่าวมาข้างต้นนี้ อยู่ในความดูแลของ คุณไพบูลย์ สำราญภูติด้วย นั่นก็หมายความว่าผมต้องเข้าไปช่วยงานด้านประชาสัมพันธ์ด้วยอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง ในทางปฏิบัติจึงต้องกำหนดงานทั้งสามโครงการดังนี้ วันจันทร์ วันพุธ และวันศุกร์ ผมทำงานโครงการนิคมอุตสาหกรรมบางปู วันอังคาร และวันพฤหัสบดี ผมต้องไทำงานที่โครงการหมู่บ้านศรีนครแลนด์ที่ถนนสุขาภิบาล 1 คืนวันศุกร์เดินทางขึ้นไปเชียงใหม่ เพื่อทำงานที่โครงการหมู่บ้านจัดสรร เชียงใหม่แลนด์ เย็นวันอาทิตย์เดินทางกลับกรุงเทพ เช้าวันจันทร์มาทำงานโครงการนิคมอุตสาหกรรมบางปู ที่ สำนักงานใหญ่ธนาคารศรีนคร สวนมะลิ เป็นแบบนี้อยู่ประมาณเกือบสองปีก่อนที่ผมจะลาออกจากงานที่นี่ มันน่าสนุกใหมครับ

ผมจะกล่าวถึงเฉพาะโครงการหมู่บ้านจัดสรรเชียงใหม่แลนด์ เพราะเป็นโครงการใหญ่ที่น่าสนใจกว่าโครงการหมู่บ้านจัดสรรศรีนครแลนด์

โครงการหมู่บ้านจัดสรรเชียงใหม่แลนด์ ตั้งอยู่บนเนื้อที่อันกว้างใหญ่เกือบ 400 ไร่ ด้านหน้าโครงการติดถนนช้างคลาน ด้านหลังติดถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ที่ไปสนามบินนานาชาติ มีการแบ่งโซนหมู่บ้านเป็นสามโซนคือ โซนอาคารพาณิชย์ โซนบ้านเดี่ยว และโซนบ้านทาวน์เฮ้าส์ มีถนนเมนหลักตัดเชื่อมจากถนนช้างคลานต่อกับถนนซุปเปอร์ไฮเวย์ด้านหลัง มีสโมสรพร้อมสระว่ายน้ำและสนามเทนนิสไว้บริการชุมชนในหมู่บ้าน ปัจจุบันเปิดบริการให้คนภายนอกใช้บริการด้วย

โครงการหมู่บ้านเชียงใหม่แลนด์มีเป้าหมายทางการตลาดที่จะขายให้กับลูกค้าที่อยู่จังหวัดอื่นๆ เพื่อเป็นบ้านหลังที่สอง เพราะกลุ่มลูกค้าที่เป็นชาวเชียงใหม่ไม่สนใจซื้อ เพราะต่างก็มีบ้านของตนเองอยู่แล้ว แต่ยอดขายค่อนข้างไม่น่าพอใจมากนัก

โครงการหมู่บ้านเชียงใหม่แลนด์ อยู่ภายใต้การบริหารงานของ บริษัท เชียงใหม่แลนด์ จำกัด โดยมีคุณวิเชียร เตชะไพบูลย์ (ลูกชายคนโตของเจ้าสัวอุเทน เตชะไพบูลย์) เป็นประธานกรรมการฯ คุณชัชวาล สัตตรุจาวงษ์ (อดีตผู้จัดการบริษัทเงินทุน ฯในเครือธนาคารศรีนคร) เป็นกรรมการผู้จัดการ ต่อมาเป็นที่ปรึกษาฝ่ายบัญชีและการเงินให้คุณสุชัย เก่งการค้า เจ้าของโรงแรมกาดสวนแก้ว เชียงใหม่ (ประมาณ พ.ศ. 2540)

ปัญหาที่หนักหน่วงของโครงการหมู่บ้านเชียงใหม่แลนด์คือ ยอดขายที่ช้ามาก ค่าใช้จ่ายสูง ผู้บริหารของบริษัทก็ไม่กล้าที่จะลงทุนเพิ่ม ซึ่งทำให้้โครงการฯนี้ชะลอตัวอยู่นานหลายปี กว่าจะปิดโครงการได้ใช้เวลาหลายปีทีเดียว

โพสท์ใน คนขายบ้าน | 2 ความเห็น

ข้างหลังชีวิต ภาคมัชฌิมวัย ตอน”คนขายที่ดิน”(1)

“นิคมอุตสาหกรรมบางปู” เป็นธุรกิจเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ที่เครือธนาคารศรีนคร ร่วมกับ ตระกูลอื้อจือเหลียง จัดทำขึ้นที่ริมถนนสุขุมวิทสายเก่า ตำบลบางปู สมุทรปราการ บนพื้นที่ประมาณ 9,000 ไร่ ลงทุนในนาม บริษัท พัฒนาที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรม จำกัด มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ชั้น 13 ธนาคารศรีนคร สำนักงานใหญ่ สวนมะลิ และได้รับอนุมัติให้ดำเนินการโดยใช้ชื่อว่า “นิคม” จากการนิคมแห่งประเทศไทย หรือ กนอ. นับเป็นนิคมอุตสาหกรรมยุคแรกๆที่ดำเนินการโดยเอกชน

ก่อนหน้าที่ คุณไพบูลย์จะเข้ามารับหน้าที่เป็นผู้จัดการทั่วไป นิคมอุตสาหกรรมบางปู ก็ดำเนินการมาแล้ว โดยเครือญาติของเจ้าสัวอุเทน เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการธนาคารศรีนคร โดยคุณนิพิท เตชะไพบูลย์ เป็นประธานกรรมการฯ แต่ด้วยความที่ไม่ใช่มืออาชีพในธุรกิจด้านนี้ และไม่มีวิสัยทัศน์เกี่ยวกับการตลาดด้านอสังหาริมทรัพย์ ผลประกอบการจึงค่อนข้างไม่ดีมากๆ ที่ดินของนิคมฯจำนวน 9,000 ไร่ แบ่งออกเป็นสามโซนคือ โซนด้านการพาณิชย์ อยู่ด้านหน้าโครงการ โซนด้านการอุตสาหกรรม อยู่ตรงกลาง  และโซนสุดท้ายอยู่ด้านหลังสุดของโครงการเป็นสนามกอล์ฟ มีการแบ่งที่ดินออกเป็นแปลงๆ โดยตัดถนนเชื่อมต่อถึงกันทุกแปลง แต่เนื่องจากขายกันแบบผู้ดีไม่ใช่มืออาชีพ ที่ดินเกือบทุกแปลงในโครงการจึงมีหญ้าขึ้นปกคลุมไปหมด

ด้านหน้าของโครงการนิคมฯมีคูน้ำเล็กๆไหลผ่านขนานไปกับถนนสุขุมวิท(สายเก่า) มีสะพานไม้เก่าๆใกล้จะพังเป็นทางข้ามคูเข้าโครงการ เมื่อคุณไพบูลย์ สำราญภูติ และทีมงานไปสำรวจโครงการโดยละเอียด จึงกลับมาประชุมเพื่อวางแผนงานกันทันที และมีข้อสรุปที่เสนอต่อบอร์ดของบริษัทฯ เพื่อขออนุมัติดำเนินการดังนี้

1.จะต้องทำการปรับปรุงพื้นที่ในโครงการให้เรียบร้อย ปราศจากหญ้าหรือต้นไม้อื่นๆขึ้นปกคลุมที่ดิน ถนนที่ตัดผ่านไปตามแปลงที่ดินของปรับปรุงใหม่ให้รถยนต์สามารถแล่นผ่านได้โดยสะดวก
2.ต้องปรับปรุงเกี่ยวกับระบบไฟฟ้า สาธารณูประโภคให้ผ่านที่ดินทุกแปลง โดยเฉพาะบ่อน้ำทิ้งจะต้องจัดสร้างขึ้นด้วย
3.สะพานข้ามคูหน้าโครงการจะต้องสร้างใหม่ เป็นสะพานคอนกรีตเสริมเหล็ก สามารถรองรับน้ำหนักรถบันทุกที่จะเข้าโครงการได้

จากสามข้อหลักๆนี้ก็ต้องใช้เงินจำนวนมากพอสมควร ครั้งแรกบอร์ดของบริษัทฯทำท่าว่าจะไม่เห็นด้วย เพราะต้องลงทุนจำนวนมาก (ไม่ใช่ไม่มีเงินลงทุน แต่ไม่แน่ใจว่าลงทุนแล้วจะขายที่ดินในโครงการได้หรือไม่) แต่คุณไพบูลย์ ยืนยันอย่างหนักแน่นว่าหากไม่ดำเนินการตามที่เสนอ จะไม่มีทางขายที่ดินในโครงการได้ แล้วทุกอย่างก็คงเหมือนกับที่ผ่านๆมา

ที่สุดบอร์ดของบริษัทฯจึงยอมอนุมัติให้ดำเนินการตามที่เสนอ จากนี้การดำเนินการตามแผนก็เริ่มดำเนินการทันที และในด้านของทีมงานการตลาดและการขายก็ประชุมวางแผนงานกันอย่างคร่ำเคร่ง คุณไพบูลย์ได้ชวนทีมงานมาใหม่อีกสองคนคือ คุณนิพนธ์ กมลรัตนกุล รองประธานฯบริหาร จากบริษัท เงินทุนธีรชัยทรัสต์ มาดูแลด้านบัญชีและการเงิน และคุณไพโรจน์ ลิมปกาญจน์ ผู้จัดการสโมสรของบริษัทเงินทุนธีรชัยทรัสต์ มาดูแลด้านการตลาดและการขาย

โพสท์ใน คนขายที่ดิน | ใส่ความเห็น

ข้างหลังชีวิต ภาคมัชฌิมวัย ตอน”คนค้าเงิน”(2)

ผมทำงานที่บริษัท เงินทุนธีรชัยทรัสต์ ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2525 งานในหน้าที่ผู้จัดการฝ่ายบุคคลและธุรการ เป็นลักษณะงานประจำ ไม่มีอะไรแปลกใหม่มากนัก แต่ที่นับว่าแปลกสำหรับผมคือ วัฒนธรรมขององค์กร ที่ไม่เหมือนองค์กรอื่นๆที่ผมทำมาแล้ว เช่น เจ้าของบริษัท(คุณธีรชัย) ที่พนักงานเรียกสรรพนามท่านว่า ท่านประธาน เป็นคนที่ค่อนข้างประหยัดมัธยัสต์มากๆ มีความละเอียดถี่ถ้วนในทุกเรื่อง โดยเฉพาะงานด้านเอกสาร อุปนิสัยนี้เหมือนกับ คุณอธิคม ทองน้ำคะโก กรรมการผู้จัดการ อย่างถอดแบบกันมาทีเดียว เอกสารทุกชิ้นที่จะเสนอต้องตรวจทานกันอย่างละเอียดถี่ถ้วน มิเช่นนั้นจะถูกส่งกลับมาพร้อมแนบบันทึกตำหนิมาด้วย พวกเราในระดับผู้บริหารมักจะนินทากันกลายๆว่า คุณอธิคม เป็นผู้บริหารที่อันตรายมากๆ เพราะท่านจบการศึกษามาด้านนิติศาสตร์ และด้านบัญชี ก็ลองคิดดูเถอะท่านจะละเอียดรอบคอบแค่ไหน แต่ในทางกลับกันผมก็ได้รับความรู้และประสบการณ์ที่ดีดี จากการทำงานที่นี่เป็นอันมาก

ผมมักจะถูกเรียกไปพบคุณอธิคมบ่อยมาก ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล ที่พนักงานมีปัญหาแล้วท่านมอบนโยบายลงมาให้จัดการ บริษัท เงินทุนธีรชัยทรัสต์ มีบริษัทในเครืออีกสองบริษัทคือ บริษัทจำหน่ายแผ่นเหล็กวิลาส และสโมสรพร้อมสระว่ายน้ำ ตั้งอยู่ที่ราษฏรบูรณะทั้งสองบริษัท บริษัทจำหน่ายแผ่นเหล็กวิลาสผลประกอบการดีมาก เพราะมีลูกค้าที่เป็นโรงงานผลิตกระป๋องภาชนะบรรจุอาหารใหญ่ๆรายราย ส่วนสโมสรผลประกอบการไม่ค่อยดีนัก เพราะมีลูกค้ามาใช้บริการน้อยมาก พนักงานก็ค่อนข้างมีปัญหาอยู่เสมอๆ

ลูกค้าของบริษัท เงินทุนธีรชัยทรัสต์ ส่วนใหญ่เป็นชาวจีน ที่ทำธุรกิจอยู่ในย่านเยาวราชและถนนเจริญกรุง มีลูกค้ารายใหญ่ที่ฝากเงินกับบริษัทรายละเป็นสิบๆล้านบาทขึ้นไปหลายราย ในย่านเยาวราชและเจริญกรุงยังมีบริษัทเงินทุนอีกสองบริษัทคือ บริษัทเงินทุนเยาวราชไฟแนนซ์ ของคุณสุพจน์ เดชสกุลธร และบริษัทเงินทุนเฟิร์ททรัสต์ ของคุณผิน คิ้วไพศาล ต่อมาทั้งสองบริษัทนี้มีปัญหาเรื่องสภาพคล่องและการบริหารงาน จนต้องปิดกิจการไปก่อน บริษัท เงินทุนธีรชัยทรัสต์ หลายปี

คุณสุพจน์ เดชสกุลธร ก็มีคดีเกี่ยวกับการใช้เงินผิดประเภท ถูกดำเนินคดีและถูกจำคุกและสิ้นชีวิตในคุก ส่วนคุณผิน คิ้วไพศาล ก็มีปัญหาเหมือนกันแต่สามารถเคลียร์ปัญหาได้ ต่อมาไปลงทุนซื้อที่ดินจำนวนหลายร้อยไร่ ย่านถนนวัดคู้บอน ถนนรามอินทรา สร้างสวนสัตว์ ซาฟารี ที่ผมเคยส่งจดหมายไปสมัครงานตามที่กล่าวมาแล้วตอนต้น

เมื่อต้นปี พ.ศ. 2527  ผมได้รับการติดต่อจากคุณไพบูลย์ สำราญภูติ อดีตกรรมการผู้จัดการ ข้าวแกงรามา ที่ล่มสลายไปแล้ว ตอนนี้คุณไพบูลบ์มาทำงานในตำแหน่ง ผู้จัดการทั่วไป “นิคมอุตสาหกรรมบางปู” ของ บริษัท พัฒนาที่ดินเพื่อการอุตสาหกรรม จำกัด เป็นบริษัทในเครือของธนาคารศรีนคร ตั้งสำนักงานอยู่ชั้น 13 อาคารสำนักงานใหญ่ ธนาคารศรีนคร สวนมะลิ

ผมได้รับการชวน(อีกครั้ง)จากคุณไพบูลย์ สำราญภูติ ให้มาทำงานด้วย ในตำแหน่ง ผู้จัดการฝ่ายส่งเสริมการขาย นัยว่าคงจะชอบฝีมือในการจัดทำประชาสัมพันธ์ของผม ในที่สุดผมก็ลาออกจากบริษัท เงินทุนธีรชัยทรัสต์ มาร่วมงานกับคุณไพบูลย์ ที่ “นิคมอุตสาหกรรมบางปู”

โพสท์ใน คนค้าเงิน | ใส่ความเห็น