ชีวิตวันนี้ (3)

สังคมไทยในช่วงนี้ได้ยินคำว่า “สังคมผู้สูงอายุ” บ่อยขึ้น จากหน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง นักวิชาการ นักสังคมสงเคราะห์ ฯลฯ เคยสงสัยเป็นการส่วนตัวเหมือนกันว่า จะมีผู้สูงอายุมากน้อยแค่ไหน ที่มีปฏิกิริยากับคำนี้

ผู้เขียนมีความกัวลใจเป็นการส่วนตัวว่า เมื่อสังคมไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุเต็มที่แล้ว จะเห็นความเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างเป็นการต้อนรับสังคมผู้สูงอายุ อาทิ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดบริการสิ่งอำนวยความสะดวกให้ผู้สูงอายุ สวัสดิการที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุจากหน่วยราชการ เพราะเท่าที่ดูภาพรวมของสังคมไทยแล้ว เห็นว่ามีสิ่งที่ต้องพัฒนาปรับปรุงอีกมาก ประการสำคัญสิ่งที่ต้องพัฒนาปรับปรุงนั้น ล้วนต้องใช้งบประมาณจำนวนมหาศาล

ดูสวัสดิการที่เป็นรูปธรรมจากทางราชการวันนี้ นอกจากสถานสงเคราะห์คนชรา(ซึ่งมีอยู่ไม่กี่แห่ง)แล้ว เงินเบี้ยเลี้ยงผู้สูงอายุก็ยังไม่ตอบสนองชีวิตประจำวันผู้สูงอายุเท่าที่ควร เพราะปัจจุบันค่าครองชีพมันสูงขึ้นทุกวัน ไม่สัมพันธ์กับชีวิตความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุ หากจะปรับเงินเบี้ยเลี้ยงให้เหมาะสมกับความเป็นจริงแล้ว คำถามเดิมๆก็จะกลับมาว่า แล้วจะเอาเงินงบประมาณมาจากไหนมาจ่าย

เรื่องของเรื่องมันก็คงต้องค่อยๆพัฒนาปรับเปลี่ยนไปตามที่จะทำได้ คนสูงอายุที่พอจะช่วยตนเองได้ส่วนหนึ่งคือข้าราชการเกษียณรับเงินบำนาญ อาจจะไม่เดือดร้อนนัก คนสูงอายุส่วนอาชีพอื่นๆ เช่น คนทำงานเอกชน เกษตรกร คนค้าขาย ก็ต้องช่วยตนเองไปก่อน

สำหรับผู้เขียนบทความนี้คงไม่เดือดร้อนมากนัก อาศัยบารมีของภริยาคู่ทุกข์คู่ยากที่เธอเป็นข้าราชการ ในการเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ หากเธอเกษียณงานแล้วก็มีเงินบำนาญมาแบ่งให้ใช้ตามสมควรแก่อัตถภาพ ชีวิตวันนี้ของผู้เขียนดูจะมีความสุขในระดับหนึ่งครับ

Advertisements
โพสท์ใน ข้างหลังชีวิต, ชีวิตวันนี้ | ใส่ความเห็น

ชีวิตวันนี้ (2)

ตามที่เคยเล่าให้อ่านมาแล้วว่า ผู้เขียนเคยล็อกอินเข้าเขียนบล็อกที่ http://www.wordpress.com มานานถึงสามปี ในระหว่างสามปีที่ผ่านมา พยายามล็อกอิเข้าเว็บฯนี้นับเป็นร้อยๆครั้ง โดยไม่ละความพยายาม ไม่ว่าจะใช้เวลานานเท่าใด โดยมีความมุ่งมั่นแบบกัดไม่ปล่อย

เพื่อให้สะใจในการรอคอยมานาน จึงอัพโหลดแอพฯ http://www.wordpress.com มาติดตั้งจำนวนสามเครื่องคือ สมาร์ตโฟนยี่ห้อ Samsung G S5,iphone 6 และแท็บเล็ตยี่ห้อ Huawei Mediapad T2 7.o” เรียกว่าล็อกอินเข้าเขียนบล็อกได้ทุกรูปแบบ สะใจกันไปเลยละ

นอกจากนี้ยังล็อกอินเข้าเขียนบล็อกที่เครื่องคอม PC ได้อีกเครื่องหนึ่ง

ถามตนเองว่าอย่างนี้จะเอาเรื่องอะไรมาเขียนบล็อก จะบ้า(เขียน)บล็อกไปถึงไหนกัน

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

ชีวิตวันนี้ (1)

ข้อเขียนชุดนี้เป็นภาคต่อจาก “ข้างหลังชีวิต” ครับ จะเขียนเกี่ยวกับชีวิตของผมในวันนี้ว่าทำกิจกรรมอะไรบ้าง มีความเป็นอยู่อย่างไร แล้วกิจกรรมตามสโลแกนที่ตั้งไว้ “ชอบดูหนัง ฟังเพลงเก่า เล่าความหลัง นั่งเล่นเน็ต” ยังปฏิบัติอยู่อย่างสม่ำเสมอหรือเปล่า

เริ่มกันตั้งแต่อายุย่างขึ้น 80 ปี เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ที่ผ่านมาก็แล้วกันนะ

ก่อนจะถึงวันคล้ายวันเกิดวันที่ 14 พฤษภาคม บุตรชายคนโต กบ ธนวรรณ และ แหวว ปุณณภา ภรรยาของเขา ได้พาไปเที่ยวอิสานใต้ เริ่มตั้งแต่สุรินทร์ บุรีรัมย์ ศรีษะเกษ และอุบลราชธานี วันกลับกรุงเทพตรงกับวันคล้ายวันเกิดพอดี (วันอาทิตย์ที่ 14 พฤษภาคม) มีโอกาสได้มาทำบุญร่วมกับครอบครัวของบุตรสะไภ้คนโต ที่วัดแห่งหนึ่งในหมู่บ้าน อ.พยุห์ ศรีษะเกษ มีการเป่าเค็กวันคล้ายวันเกิด และมีการอวยพรจากญาติๆของบุตรสะไภ้โดยการผูกข้อมือแบบประเพณีอิสาน เป็นความรู้สึกที่แปลกใหม่และมีความสุขดี

กำลังหาเมนูที่จะนำภาพประกอบมาลง แต่ยังหาไม่พบเพราะไม่ได้เข้ามาเขียนนานแล้ว ตอนนี้อาจจะไม่มีภาพประกอบครับ ต้องขออภัยด้วย

เคยคิดเล่นๆมานานแล้วว่าเมื่ออายุย่างขึ้นเลข 80 ปี ชีวิตจะเป็นอย่างไรหนอ? วันที่เขียนโพสต์นี้ก็มีอายุย่างขึ้น 80 ปีมาได้เดือนกว่าแล้ว โดยรวมก็ยังปกติดีอยู่นะ สุขภาพโดยรวมก็ยังเหมือนเดิมๆที่ผ่านมา โรคภัยไข้เจ็บก็ยังมีเหมือนเดิม ไม่มีโรคใหม่อะไรเพิ่มเข้ามาให้วุ่นวาย ความคิดความอ่านหรือความจำก็ยังปกติดีอยู่

ที่น่ายินดีคือสามารถล็อกอินเข้าระบบมาเขียนบล็อกที่ http://www.wordpress.com ได้ ตั้งแต่ไม่สามารถล็อกอินเข้าระบบได้เมื่อตอนอายุ 77 ปีที่ผ่านมา จะถือว่าเป็นรางวัลให้ชีวิตวัย 80 ปีก็ได้นะ

พูดถึงการใช้คอมฯเล่นเน็ต ผมใช้ประจำทุกเช้ามาตั้งแต่ พ.ศ. 2549 ระหว่างเวลา 08.00-11.30 น. ทุกวันไม่เว้นวันเสาร์อาทิตย์ เว้นแต่จะไปต่างจังหวัดเท่านั้น แม้จะไปต่างจังหวัดก็ใช้สมาร์ตโฟนหรือแท็บเล็ตแทน เรียกว่ากิจกรรมนี้เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตผมทีเดียว

วันนี้เขียนเท่านี้ก่อนนะครับ พบกันโพสต์หน่าครับ สวัสดีครับ

 

โพสท์ใน ข้างหลังชีวิต, ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

กลับคืนสู่เหย้าอีกครั้ง

นับตั้งแต่เขียนโพสต์สุดท้ายเรื่อง ทฤษฏีมะม่วงหล่น เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2014 นาน 3 ปีมาแล้ว ก็ไม่ได้เข้ามาเขียนบล็อกนี้อีกเลย ไม่ใช่ขี้เกียจเขียนหรือไม่มีเวลาจะเข้ามาเขียนนะ เหตุผลคือไม่สามารถจะล็อกอินเข้ามาเขียนได้ เพราะระบบไม่อนุญาตให้เข้ามาเขียน โดยระบบแจ้งว่ารหัสผ่านไม่ถูกต้อง แม้จะพยายามอย่างไรก็ไม่สำเร็จ แต่ผมก็มีเครื่องมือสำคัญอยู่อย่างหนึ่งคือ ความพยายามแบบกัดไม่ปล่อย ผมพยายามล็อกอินเข้าบล็อกนี้หลายรูปแบบ แม้กระทั่งขอคำแนะนำจากผู้ใช้บล็อกของ WordPress หลายท่าน ก็ไม่ได้รับคำแนะนำจากท่านใดเลย

คิดท้อใจอยู่หลายครั้งเหมือนกันว่า ทำไมเราต้องมาพยายามล็อกอินเข้าบล็อกนี้ น่าจะทิ้งไปเลยเหมือนที่เคยทิ้งบล็อกจากเว็บฯอื่นๆไปหลายบล็อกมาแล้ว แต่ที่ยังไม่ทิ้งบล็อกนี้เพราะมีความผูกพันธ์กับเรื่องดีดีที่เขียนไว้ที่บล็อกนี้จำนวนมาก เช่น “ข้างหลังชีวิต” บล็อกนี้

ความพยายามแบบกัดไม่ปล่อยก็สัมฤทธิ์ผลอีกครั้งเช้านี้ ไม่ทราบว่าคิดอย่างไรจึงลองล็อกอินเข้าบล็อกนี้อีกครั้ง คราวนี้สามารถล็อกอินเข้าได้ หลังจากพยายามอยู่นานเหมือนกัน

“ข้างหลังชีวิต” ที่เขียนมาหลายตอนนั้นน่าจะจบลงได้แล้ว แต่ยังจบอย่างสมบูรณ์ไม่ได้ เพราะผู้เขียนยังมีชีวิตอยู่และคาดว่าจะยังมีชีวิตอยู่ต่อไปอีกหลายปี หรือจนกว่าจะเขียนต่อไปไม่ไหว

ถ้าอย่างนั้นข้อเขียนนี้จะใช้ชื่อว่าอย่างไร ใช้คำว่า “ชีวิตวันนี้” จะดีใหม

ชีวิตวันนี้ของผมเป็นไปตามสโลแกนที่เคยตั้งไว้คือ “ชอบดูหนัง ฟังเพลงเก่า เล่าความหลัง นั่งเล่นเน็ต” และมีงานกิจกรรมพิเศษที่ไปช่วยสมาคมการบริหารโรงแรมไทย เป็นครั้งคราวคือ งานพิธีกรอบรมหลักสูตรต่างๆ ไปเที่ยวต่างจังหวัดบ้างตามความเหมาะสม

วันนี้คงจะยังไม่เขียนอะไรมากมายนัก มาสัมโมทนียคาถาว่าสามารถกลับคืนสู่เหย้าได้เท่านั้น

สวัสดีครับ พบกันโพสต์หน้าครับ

โพสท์ใน ข้างหลังชีวิต, ข้างหลังชีวิต ภาคปัจฌิมวัย (1), ไม่มีหมวดหมู่ | ใส่ความเห็น

ทฤษฏีมะม่วงหล่นของ อ.ธีรยุทธ บุญมี

https://www.evernote.com/shard/s229/sh/07bc91b3-d643-4bc1-88bb-014daf534ec3/91ed741f1f820a57a7585abe3d004b3c

โพสท์ใน ไม่มีหมวดหมู่ | 1 ความเห็น

ข้างหลังชีวิต ภาคปัจฌิมวัย (5)

ผมลาสิกขา(สึก)จากการเป็นพระภิกษุ เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2543 เมือลาสิกขากลับมาบ้านแล้ว ก็ยังคิดไม่ออกว่าจะดำเนินชีวิตต่อจากนี้ไปยังไง เพราะการลาสิกขาตอนนี้(อายุ 62 ปี) มันต่างจากที่ลาสิกขาตอนอายุ 21 ปี เมื่อปี พ.ศ. 2503 เป็นอันมาก

ชีวิตตอนนี้มันคงจะเริ่มต้นทำอะไรยากแล้ว ถึงแม้จะมีความมั่นใจว่าสามารถจะทำอะไรต่อมิอะไรได้ แต่จะมีใครเขามาสนใจคนสูงวัยเช่นผม ครั้นจะไปเริ่มต้นทำธุรกิจค้าขายอะไร ก็ไม่มีความชอบหรือสนใจที่จะทำ ข้อสำคัญคือไม่มีเงินทุนอีกต่างหาก เผลอไผลทำแล้วเกิดขาดทุน เป็นหนี้เขาตอนแก่ตัวนี่คงจะไม่โสภา(สถาพร)นะ

วันหนึ่งก็ได้รับการติดต่อจากคุณต้อย(รัชนีวรรณ รัตนวิระกุล) เพื่อร่วมงานเก่าสมัยทำงานที่โรงแรมชวลิต เธอแจ้งว่าคุณกมล รัตนวิระกุล(สามีของเธอ) จะจัดตั้งสมาคมการบริหารโรงแรมไทย เพื่อเป็นศูนย์กลางการแลกเปลี่ยนความรู้และทักษะในการบริหารจัดการโรงแรมและรีสอร์ขนาดกลางและขนาดเล็ก ใคร่จะขอให้มาช่วยในฐานะกรรมการบริหารสมาคมฯด้วย เพราะโอกาสต่อไปคงจะมีหลักสูตรในการจัดอบรมเจ้าของและผู้บริหารระดับสูงของโรงแรมด้วย

ผมตอบรับเชิญด้วยความยินดี ด้วยเหตุผลหลักๆคือต้องการที่จะทำงานด้านการฝึกอบรมและสัมมนาอีก ประการต่อมาคือชีวิตจะได้มีโอกาสพบปะผู้คนต่างๆบ้าง แทนที่จะอยู่บ้านคนเดียว(จริงๆ) อย่างไร้ค่า

ถึงแม้ใครต่อใครจะพากันพูดว่า ชีวิตตอนนี้เป็น “วัยทอง” แต่ถ้าไม่สามารถบริหารชีวิตให้ดีมีคุณค่าแล้ว มันอาจจะเป็นทองเหลืองมากกว่าทองคำก็ได้ใครจะรู้ ชีวิตในวัยสูงอายุผมว่าบริหารยากกว่าตอนวัยหนุ่มสาวนะ เพราะชีวิตในวัยสูงอายุมีความเปราะบางมาก เช่นสภาพร่างกายที่มันพร้อมจะเชื้อเชิญโรคนานาชนิดเข้ามาสู่ร่างกายได้เสมอ สภาพที่เสื่อมถอยของสุขภาพ เช่น การเดินเหินไม่สะดวก สายตาเสื่อมถอย ฟันฟางหัก ความจำเสื่อม ฯลฯเป็นต้น

สารพัดละที่จะเป็นอุปสรรคในการทำกิจกรรมต่างๆของชีวิต แต่จะอยู่นิ่งเฉยก็จะยิ่งแย่ลงมาก ฉะนั้นทางที่ดีจึงต้องหากิจกรรมที่เหมาะกับวัยทำ หลายคนก็จนปัญญากับการหากิจกรรมทำในวัยสูงอายุนี่แหละ

ชีวิตวัยสูงอายุ

โพสท์ใน ข้างหลังชีวิต ภาคปัจฌิมวัย (1) | 1 ความเห็น

ข้างหลังชีวิต ภาคปัจฌิมวัย(4)

เมื่อร่างกายฟื้นจากอาการเป็นอัมพฤกษ์แล้ว ผมก็ทำตามที่เคยสัญญาไว้กับหลวงพ่อไสว เจ้าอาวาสวัดปรีดารามคือ การบวชเป็นพระเพื่ออุทิศบุญกุศลให้กับเจ้าของตำรับยา (ซึ่งทราบว่าเป็นคนแถววัดไร่ขิง และถึงแก่กรรมนานแล้ว) วัดที่ผมตั้งใจจะบวช(แก้บน)คือวัดเดชานุสรณ์ ที่ผมเคยบวชครั้งแรกเมื่อ พ.ศ. 2502

ผมไปติดต่อเจ้าอาวาสเพื่อขออนุญาตบวช เพราะคณะสงฆ์มีระเบียบกำหนดไว้ว่า ผู้ที่มีอายุ 60 ปีแล้วหากจะบวชจะต้องได้รับการอนุญาตจากวัดที่จะบวชและจำพรรษา และต้องมีเหตุผลที่รับฟังได้ว่าบวชเพื่ออะไร ทั้งนี้เป็นการป้องกันมิให้ผู้ที่เจตนาไม่ดี มาบวชเพื่ออาศัยวัดเป็นที่พึ่งพิง ซึ่งจะนำความเสียหายมาสู่คณะสงฆ์

ผมกำหนดบวชเดือนธันวาคม 2542 ความจริงตั้งใจจะบวชเพียง 1 เดือน แต่แล้วก็บวชอยู่ถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2543 จึงลาสิกขา(สึก) ก่อนลาสิกขาผมไปกราบนมัสการหลวงพ่อไสวที่วัดปรีดารามด้วย

การบวชครั้งนี้แม้จะเป็นการบวชแก้บน เพียงระยะเวลาสั้นๆ ผมก็ตั้งใจปฏิบัติกิจของสงฆ์อย่างเต็มความสามารถ เช่นการออกบิณฑบาตร การลงพระอุโบสถทำวัตรเช้าเย็น การบวชตอนอายุมากนี้แตกต่างกับตอนบวชอายุ 20 ปี เพราะชีวิตผ่านประสบการณ์มามาก มีความเข้าใจเรื่องธรรมะพอสมควร ผิดกับตอนบวชเมื่ออายุ 20 ปี ซึ่งชีวิตกำลังมีความสับสนอยู่ๆก็มาเบรคหยุด ความรู้สึกมันคล้ายๆกับหลับๆตื่นๆยังไงชอบกล

โพสท์ใน ข้างหลังชีวิต ภาคปัจฌิมวัย (1) | ใส่ความเห็น