ข้างหลังชีวิต ภาคมัชฌิมวัย ตอน”คนขายบ้าน”(3)

แล้วผมกับคุณวิวัยก็คืนสู่เหย้าอีกครั้ง กับการมาทำงานกับคุณชัชวาลย์ สุวรรณไพรพัฒนะ ขณะนี้แจ้งเกิดเต็มตัวในฐานะเจ้าของโครงการหมู่บ้าน “ทาวน์ อิน ทาวน์” ซอยวัดเทพลีลา เชื่อมต่อกับซอยลาดพร้าว 86 บนเนื้อที่อันกว้างใหญ่หลายสิบไร่ ที่ดินผืนนี้ทราบว่าซื้อมาจากคุณสุระ จันทร์ศรีชวาลา (ผู้มีสมญานามว่านักซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า เฉพาะที่ดินนะ) ในราคามิตรภาพ โครงการทั้งหมดดำเนินการในนามบริษัท ศรีวรา แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด โดยคุณชัชวาลย์ ดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการฯ คุณวราภรณ์ สุวรรณไพรพัฒนะ ศรีภรรยาคู่ทุกข์คู่สุข เป็นกรรมการผู้จัดการ

ณ พ.ศ. นี้คือ 2532 ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กำลังเริ่มบูมเต็มที่ คุณชัชวาลย์จึงไม่รอช้าเร่งเปิดโครงการตามมาอีกสามโครงการคือ สร้างคอนโดมิเนียมที่พัทยาใต้ชื่อโครงการว่า “คอนโดเทลเคียงทะเล” ขายได้หมดในเวลาอันรวดเร็ว และโครงการสร้างโรงแรมระดับสามดาวชื่อโรงแรม ทาวน์ อิน ทาวน์ที่พัทยากลาง  และโรงแรมชื่อเดียวกันนี้ที่หมู่บ้าน ทาวน์ อิน ทาวน์ ซอยวัดเทพลีลา นอกจากนี้ยังร่วมลงทุนกับนักธุรกิจจีนแดงสร้างโรงงานผลิตเกลือไอโอดีนที่จังหวัดฉะเชิงเทราด้วย

คราวนี้ถือว่าดวงชาตาด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของคุณชัชวาลย์ไปได้ดีมาก ทุกโครงการประสบความสำเร็จอย่างน่าพอใจ นอกจากโครงการสร้างโรงงานผลิตเกลือเท่านั้น ที่ยังมีปัญหาเกี่ยวกับเครื่องจักรไม่ได้มาตรฐาน พนักงานช่างชาวจีนแดงที่เดินทางเข้ามาเป็นผู้เชี่ยวชาญมีปัญหาเรื่องการติดต่อสื่อสารกับคนไทยที่ร่วมงาน

งานที่ผมรับผิดชอบดูแลคือ ผู้จัดการฝ่ายบุคคลและธุรการ อันเป็นงานที่ค่อนข้างจะถนัดและมีทักษะเพิ่มมากขึ้น เพราะทำหน้าที่นี้มาหลายสาขาธุรกิจแล้ว แต่อย่างไรก็ตามขึ้นชื่อว่างานบริหารบุคคลแล้ว ย่อมมีปัญหาแน่นอน ไม่มีปัญหากับพนักงานก็มีปัญหากับนายจ้าง นี่เป็นสัจธรรมนะ

คุณชัชวาลย์ สุวรรณไพรพัฒนะ วันนี้ถึงแม้ว่าจะมีผู้บริหารมืออาชีพมาช่วยงานหลายระดับและหลายคนแล้วก็ตาม ก็ยังยึดติดกับระบบบริหารแบบเถ้าแก่อยู่นั่นเอง หลายเรื่องยังต้องตัดสินใจด้วยตนเอง หลายเรื่องยังไม่ค่อยฟังใครสักเท่าไร นอกจากทนายคู่ใจที่ช่วยกันมาครั้งหลบหนีเจ้าหนี้คดีเช็คในอดีต เรื่องนี้ทำความหนักใจให้กับมืออาชีพที่มาช่วยงานและไม่คุ้นกับระบบเถ้าแก่ ส่วนผมนั้นรับได้สบายๆเพราะค่อนข้างจะชินกับระบบเถ้าแก่มาหลายงานแล้ว

แต่อย่างไรก็ตามจากการวิเคราะห์ของผมแล้ว งานที่นี่ก็ยังไม่ใช่งานที่มั่นคงอะไรนัก เป็นงานที่ทำไปได้เรื่อยๆพอประคองตัวอยู่และมีรายได้พอเลี้ยงครอบครัวได้เท่านั้น ผมยังต้องแสวงหางานที่ดีและมั่นคงต่อไปอีก ชีวิตนี้คงต้องเหนื่อยอีกหลายปี

โพสท์ใน คนขายบ้าน, คนค้าที่ดิน, คนค้าเงิน | ใส่ความเห็น

ข้างหลังชีวิต ภาคมัชฌิมวัย ตอน”คนทำหนังสือ”(1)

ผมลาออกจากงานที่โรงแรม แกรนด์ เดอ วิลล์ ประมาณต้นปี พ.ศ. 2531 งานต่อไปที่รองรับผมคือ ที่บริษัท โปรเฟสชั่นแนลแมนเนจเมนต์ จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจจัดทำนิตยสารรายเดือนชื่อ “นักขาย” มีขนาดรูปเล่มแบบเดียวกับนิตยสาร รีดเดอร์ไดเจ็สต์ ฉบับภาษาไทยชื่อ สรรสาระ นั่นเอง

บริษัทนี้ประธานกรรมการคือ คุณไพบูลย์ สำราญภูติ (เจ้าเก่า) คุณสมใจ สำราญภูติ เป็นกรรมการผู้จัดการ ผมมารับงานตำแหน่ง ผู้จัดการทั่วไป สำนักงานตั้งอยู่ที่ ซอยโรงภาพยนตร์โคลัมเบีย ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กทม.

ช่วงที่ผมมารับงานบริษัทได้พิมพ์นิตยสาร นักขายไปแล้วหลายฉบับ ผู้บริหารของนิตยสารนักขายประกอบไปด้วย คุณไพบูลย์ สำราญภูติ เป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์โฆษณา บรรณาธิการบริหาร คุณวิษณุ ทรัพย์สุวรรณ หัวหน้ากองบรรณาธิการ คุณพนิต สุวรรณวาจกกสิกิจ กองบรรณาธิการและนักเขียนประจำมีหลายท่าน อาทิ ชูเกียรติ กาญจนชาติ ไชยยงค์ เจริญเมือง ประสาร มฤคพิทักษ์ เสนีย์ แดงวัง อมร ถาวรมาศ ไพโรจน์ ลิมปกาญจน์ ฯลฯ เป็นต้น สำหรับที่ปรึกษานั้นมีจำนวนหลายสิบท่าน

นิตยสารนักขายมีสารคดีเกี่ยวกับการตลาดและการขาย ซึ่งนักเขียนแต่ละท่านก็มีความรู้และประสบการณ์อย่างดียิ่ง พูดง่ายๆว่าหากนักขายทั้งหลายอ่านนิตยสารนี้เล่มเดียวจะได้รับความรอบรู้อย่างครบครันทีเดียว แต่น่าเสียดายที่ยอดจำหน่ายของนิตยสารฉบับนี้ไม่ดีเท่าที่ควร และมีปัญหาเกี่ยวกับสายส่ง ต่อมาจึงวางจำหน่ายหนังสือตามแผงเอง นอกจากนี้บริษัทยังมีฝ่ายจัดสัมมนาและอบรมด้วย เพื่อจัดสัมมนาเกี่ยวกับเรื่องการตลาดและการขายที่อยู่ในความสนใจของสังคมธุรกิจในขณะนั้น

งานสัมมนาและอบรมได้รับความสำเร็จเป็นอย่างดี จัดสัมมนาบางรายการมีผู้เข้าร่วมจำนวนหลายร้อยคนก็มี เช่น จัดสัมมนาเรื่อง โจ จีราร์ดยอดนักขาย ที่ห้องมรกต โรงแรมอินทรา ประตูน้ำ มีผู้เข้าร่วมสัมมนาจำนวนเกือบ 500 คน และต้องจัดเป็นประจำปีละหนึ่งครั้งอยู่สองสามปี โดย คุณไพบูลย์ สำราญภูติ เป็นวิทยากร เอง

ปัญหาที่น่าหนักใจของผู้จัดพิมพ์นิตยสารในเมืองไทย เป็นปัญหาที่มีมานานแล้ว เช่น ยอดจำหน่ายไม่ดี โฆษณาไม่เข้า จึงทำให้นิตยสารดีๆหลายฉบับต้องปิดตัวเองลงอย่างน่าเสียดาย นิตยสาร “นักขาย”ก็อยู่ในแนวนี้เช่นกัน

หลังจากที่บริษัทจัดพิมพ์นิตยสารมาได้ประมาณสามปีกว่าก็ต้องปิดตัวลง เพราะภาระค่าใช้จ่ายต่างๆเพิ่มขึ้น เช่นค่าใช้จ่ายในการจ้างโรงพิมพ์ เป็นต้น

ในช่วงท้ายๆที่จะปิดตัวลงนั้น ผมได้ช่วนคุณวิวัย จิตต์แจ้ง มาช่วยทำงานในด้านส่งเสริมการขายด้วย เมื่อเห็นว่ากิจการคงจะทำต่อไปไม่นาน ผมจึงให้คุณวิวัยไปติดต่อคุณชัชวาลย์ สุวรรณไพรพัฒนะ อดีตเจ้าของห้างฯลัคกี้แฟมิลี่สโตร์ ที่ล่มสลายไปตามที่เขียนเล่ามาในตอนก่อนนั้น เพราะมีข้อมูลว่าได้มีเงินทุนก้อนใหญ่มาจัดทำหมู่บ้านทาวน์ อิน ทาวน์ ที่ซอยวัดเทพลีลา

คุณวิวัย มาแจ้งว่าคุณชัชวาลย์ยินดีชวนให้เราทั้งสองคนไปช่วยทำงานอีกครั้ง ดังนั้นเราทั้งสองคนจึงอำลาจากนิตยสาร “นักขาย” หลังจากที่ผมมาช่วยงานได้ประมาณหกเดือน คุณวิวัยมาช่วยงานประมาณสามเดือน

โพสท์ใน คนทำหนังสือ | ใส่ความเห็น

ข้างหลังชีวิต ภาคมัชฌิมวัย ตอน”คนโรงแรม”(11)

พูดถึงระบบการบริหารโรงแรม แกรนด์เดอวิลล์ ยังมีเรื่องที่ควรเขียนถึงอีกประเด็นหนึ่งคือ นอกจากจะใช้ระบบครอบครัวบริหารงานแล้ว นพ.กำพล ตังฑัตสวัสดิ์ พี่ใหญ่ของน้องๆที่ดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ ยังเอาระบบงานราชการมาประยุกต์ใช้ด้วย นั่นคือเพราะตอนกลางวันสวมหมวกเป็นหมออยู่ที่ รพ.ตำรวจ ตอนกลางคืนจึงสวมหมวกอีกใบเป็น กรรมการผู้จัดการโรงแรมของครอบครัว เมื่อมาถึงโรงแรมผู้บริหารส่วนใหญ่ก็กลับบ้านเกือบหมดแล้ว นพ.กำพลจึงเขียนบันทึกแบบราชการไปวางไว้ตามโต๊ะทำงานของผู้บริหาร ผมเองมาถึงโรงแรมตอนเช้าจะพบบันทึกของคุณหมอจำนวนวันละไม่น้อยกว่า 3-4 ชิ้น งานชิ้นไหนทำได้หรือมีปัญหาอะไรก็เขียนบันทึกตอบ แล้วนำไปวางที่โต๊ะทำงานของท่าน ผมเองสบายมากเรื่องการเขียนบันโต้ตอบ เพราะเคยรับราชการมาก่อน สงสารแต่บางคนที่ไม่คุ้นเคยกับระบบแบบนี้ก็มีปัญหากับท่าน

ท่านจะมาโรงแรมก็วันอาทิตย์ซึ่งเป็นวันหยุดของท่านที่ รพ.ตำรวจ แต่มีระบบที่ดีอีกสองสามอย่างที่ควรจะเขียนถึงคือ ท่านจะวางระบบความสำคัญของเอกสารทั้งหมดว่า เอกสารอะไรที่มีความสำคัญระดับไหนของแต่ละฝ่าย แล้วกำนดสีของความสำคัญไว้ที่แฟ้มเอกสาร นัยว่าหากเกิดอุบัติภัยเช่นไฟไหม้ พนักงานจะได้รู้ว่าควรจะเก็บเอกสาร แฟ้มไหนก่อนหลัง อีกเรื่องหนึ่งคือการกำหนดขั้นตอนหากแขกที่มาพักเสียชีวิต ใครควรจะมีหน้าที่อะไร อย่างไร กำหนดแม้กระทั่งการเคลื่อนย้ายศพแขกที่เสียชีวิต มีขั้นตอนอย่างไร ใครจะเป็นผู้ให้ข้อมูลกับเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง สื่อมวลชน ทุกอย่างมีระเบียบและขั้นตอนโดยละเอียด ผมว่ายากที่จะมีผู้บริหารโรงแรมไหนในประเทศไทยจะกำหนดขั้นตอนเหล่านี้ได้ เรื่องอื่นๆเช่นหากเกิดไฟไหม้ควรจะทำอย่างไร ฯลฯ เป็นต้น ดูๆไปตอนนั้นโรงแรมแกรนด์ เดอ วิลล์ ใกล้จะเป็นหน่วยราชการเข้าไปแล้ว

การประชุมผู้บริหารประจำสัปดาห์ก็จะต้องมีระเบียบวาระการประชุม มีผู้จดบันทึกการประชุม และมีการรับรองรายงานการประชุมในครั้งต่อไป เป็นต้น ผมมักจะถูกกำหนดเป็นผู้จดรายงานการประชุม เพราะท่านพูดว่าภาษาหนังสือของผมใกล้เคียงระบบราชการดี (ฮะแอ้ม ท่านคงไม่รู้ว่าผมเคยรับราชการมาเหมือนกันนะ)

หากจะถามว่าระบบระเบียบที่ นพ.กำพลวางขึ้นนี้ ดีใหม ตอบว่า ดีครับ เพราะผมรับได้ทั้งหมด เว้นแต่คนที่ไม่คุ้นเคยอาจจะลำบากใจหน่อย ผมเองก็ยังอดคิดในบางครั้งไม่ได้ว่า ผมทำงานราชการหรือทำงานโรงแรมกันแน่

เมื่อผมทำงานใกล้จะครบกำหนดสัญญาจ้างงานคือ หนึ่งปี ผมก็ได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่ง ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ หลายคนก็แสดงความดีใจต่อตำแหน่งใหม่ของผม แต่ผมกลับเฉยๆครับ เพราะตำแหน่งนี้เกือบจะไม่มีงานอะไรทำเลย นอกจากงานเอกสารซึ่งไม่ใช่ความต้องการของผมในการทำงานโรงแรม

แล้วชีพจรก็ลงเท้าผมอีกครั้ง ท่านคงทราบดีว่าคืออะไร ผมลาออกจากงานทันทีที่ครบสัญญาจ้างงาน ไม่ว่าใครจะทักท้วงอะไรผมไม่ฟังอีกแล้ว เพราะเกิดความรู้สึกเบื่อหน่ายกับงานที่นี่เป็นที่สุด(จริงๆ)

โพสท์ใน คนโรงแรม | ใส่ความเห็น

ข้างหลังชีวิต ภาคมัชฌิมวัย ตอน”คนโรงแรม”(10)

ในที่สุดผมก็หวนกลับคืนเป็น”คนโรงแรม”อีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่ตระเวณไปหาประสบการณ์อาชีพอื่นๆนานหลายปี

ผมเข้าทำงานที่โรงแรมใหม่ชื่อ โรงแรมแกรนด์ เดอ วิลล์ หน้าวังบูรพา ตามที่กล่าวมาโดยสังเขปแล้วในตอนก่อน(ตอนคนขายสินค้าโชห่วย 3) โรงแรมนี้สร้างบนเนื้อที่เพียงสองไร่เท่านั้น มีความสูง 21 ชั้น จำนวน 220 ห้อง เป็นโรงแรมสุดท้ายของเขตพระนครก่อนที่จะมีเทศบัญญัติห้ามมิให้สร้างอาคารสูงเกิน 12 ชั้น เนื่องจากเป็นเขตเกาะรัตนโกสินทร์

โรงแรมนี้เป็นของตระกูล ตังทัตสวัสดิ์ ฉะนั้นจึงบริหารงานแบบระบบครอบครัว มีผู้บริหารที่เป็นข้าวนอกนา(ไม่ใช้นามสกุลตังทัตสวัสดิ์) 3 คนคือ ผู้จัดการทั่วไป (คุณอัชฌา จารุวัสต์ ) ผมและหัวหน้าช่าง เริ่มกันที่ เจ้าสัวกัญจน์ ตังทัตสวัสดิ์(คุณพ่อ)เป็นประธานกรรมการ พ.ต.อ.(พิเศษ)นพ.กำพล ตังทัตสวัสดิ์(ลูกชายคนโต) เป็นกรรมการผู้จัดการ คุณสิงห์ ตังทัตสวัสดิ์(ลูกชายคนที่สอง) เป็นรองกรรมการผู้จัดการ ภรรยา นพ.กำพล เป็นแม่บ้าน ภรรยาคุณสิงห์(คุณบุญทิวา) เป็นผู้จัดการฝ่ายบัญชีและการเงิน ลูกสาวรองคนสุดท้อง เป็นผู้จัดการฝ่ายต้อนรับ มีเพียงคุณอนันต์ ตังทัตสวัสดิ์ ลูกชายคนสุดท้อง ที่ไม่ได้เข้ามาร่วมสังฆกรรมด้วย

ดังนั้นคงจะพอหลับตาเห็นว่าผู้บริหารประเภทข้าวนอกนาอย่างผม และเพื่อนร่วมงานอีกสองคนจะอยู่ในสายตาของคนในครอบครัวตลอดเวลา ถามว่าอึดอัดใจใหม ก็ต้องตอบว่ามากๆเลยละ แต่ก็ต้องพยายามปรับตัวให้เข้ากับคนในครอบครัวของเจ้าของโรงแรมให้ได้ ไหนๆก็หลวมตัวเข้ามาแล้วนี่ โดยเฉพาะผมรับหน้าที่เป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคลและธุรการ ย่อมมีเรื่องมากมาย ไหนจะต้องเขียนระเบียบข้อบังคับของโรงแรม แต่ก่อนที่โรงแรมจะเปิดทำการผมต้องสัมภาษณ์คนสมัครงานนับเป็นจำนวนหลายร้อยคน หนักหนาสาหัสกว่าที่โรงแรมปอยหลวงมากนัก ต้องจัดทำหน้าที่งานของพนักงานทุกระดับ (Job Description) จัดทำแผนผังองค์กร ฯลฯ ท้ายสุดต้องประชุมปฐมนิเทศพนักงานทั้งหมด (Orientation)

จำได้ว่าคืนก่อนที่จะเปิดโรงแรมอย่างเป็นทางการ(Grand Openning)ผมและคุณอัชฌา จารุวัสต์ หลาน พล.อ.เฉลิมชัย จารุวัสต์ อดีตผู้ว่าการ อสท.ไม่ได้นอนทั้งคืน เพราะต้องเตรียมงานทุกอย่างให้เรียบร้อย

วันที่เปิดโรงแรมผมจำไม่ได้ จำได้ว่าเปิดเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2530 นาน 23 ปีมาแล้ว ผมมาทราบภายหลังว่านพ.กำพล ท่านมีที่ปรึกษาอยู่คนหนึ่งทำงานที่โรงแรมเอราวัณ(ยุคเก่า) ท่านมักจะข้ามถนนจาก รพ.ตำรวจไปกินข้าวและขอคำปรึกษาจากที่ปรึกษาคนนี้เกือบทุกวัน ดังนั้นที่ท่านคุยกับผมเป็นสิบครั้งนัยว่าเพื่อทดสอบว่าผมรู้งานจริงหรือเปล่า โชคดีที่ผมรู้งานจริงๆ(ไม่ได้โม้นะ) จึงรอดตัวไปด้วยประการฉะนี้

และคุณอัชฌา จารุวัสต์ก็ได้รับการฝากงานจากที่ปรึกษาคนนี้แหละ

โพสท์ใน คนโรงแรม | ใส่ความเห็น

ข้างหลังชีวิต ภาคมัชฌิมวัย ตอน”คนขายสินค้าโชห่วย”(3)

วันหนึ่งผมได้รับโทรศัพท์จากคุณทวิช ปิ่นแก้ว อดีตผู้จัดการฝ่ายขาย ห้างฯลัคกี้แฟมิลี่สโตร์ แจ้งว่าสนใจจะไปทำงานที่ห้างฯบางลำภูฯใหม เขาต้องการผู้จัดการฝ่ายบุคคล ผมตอบว่าสนใจ และคุณทวิชก็นัดหมายให้ผมไปพบคุณแก้ว ผูกทวนทอง กรรมการผู้จัดการของห้างฯบางลำภู ที่สี่แยกบางลำภู ผมคุยกับคุณแก้วแล้วไม่น่าสนใจ จึงแจ้งคุณทวิชว่าขอสละสิทธิ์ คุณทวิชแนะนำให้ผมไปพบกับคุณวิโรจน์ กมลวิศิษฐ์ กรรมการผู้จัดการ ห้างฯคาเธ่ย์ ย่านเยาวราช จากการคุยกับคุณวิโจน์น่าสนใจ ผมจึงตกลงจะทำงานที่ห้างฯคาเธ่ย์  ในตำแหน่งผู้จัดการฝ่ายบุคคล เมื่อตกลงเรื่องเงินเดือนเรียบร้อยแล้วก็เริ่มงานได้ทันที

นี่เป็นการใช้วิชาชีพการบริหารบุคคลเป็นแห่งที่สาม ห้างฯคาเธ่ย์เป็นห้างขนาดกลาง ตั้งอยู่ใจกลางชุมชนย่านการค้าเยาวราชพอดี ตรงหัวมุมถนนมังกร เดิมทีครอบครัวกมลวิศิษฐ์ทำธุรกิจด้านสิ่งทอและผลิตเสื้อและกางเกงยีนส์ยี่ห้อ ฮาร่า และบิ๊กจอห์น ก่อนที่จะมาตั้งห้างฯคาเธ่ย์ เป็นที่น่าสังเกตุว่าเจ้าของห้างฯแบบไทยๆมักจะมีธุรกิจเกี่ยวกับเสื้อผ้ามาก่อน อีกเจ้าหนึ่งก็คือ ห้างฯเมอร์รี่คิงส์ มีธุรกิจเกี่ยวกับเสื้อผ้าสำเร็จรูปมาก่อนเช่นกัน

คุณวิโรจน์ เป็นพี่ชายคนโตของครอบครัว มีน้องชายสามคนคือ วิชิต ชูชาติ และชูวิทย์(เป็นนักการเมืองแต่ไม่ประสบความสำเร็จ) มีน้องสาวหนึ่งคน คุณวิโรจน์เป็นคนพูดน้อย แต่มีหลักการและเหตุผลดีมาก ผู้ใต้บังคับบัญชามักจะเกรงกลัว เวลาประชุมผู้บริหารมักจะพูดแต่เนื้อหาสาระ จบเร็วไม่เยิ้นเย้อพูดมาก

ผมทำงานที่นี่แม้จะดูเผินๆว่าเป็นระบบครอบครัว แต่ก็มีหลักการบริหารที่ดีไม่แพ้องค์กรใหญ่ๆทั้งหลาย ในช่วงที่ผมทำงานอยู่ที่นี่มีการขยายสาขาไปที่ต่างๆสามสาขาคือ สาขาวงเวียนใหญ่ สาขาบางแค(ปัจจุบันคือ ห้างฯไอทีแกรนด์บางแค) สาขาหลักสี่ที่หลักสี่พลาซ่า(ต่อมาไฟใหม้จึงเลิกกิจการไป) จุดอ่อนการบริหารของห้างฯคาเธ่ย์เห็นจะมีอย่างเดียวคือ อำนาจการตัดสินใจมักจะอยู่ที่คุณวิโรจน์คนเดียว ดังนั้นถึงแม้จะขยายสาขาออกไปก็ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร ในที่สุดก็ค่อยๆยุบสาขาลงจนเหลือแต่ที่เยาวราชแห่งเดียว ซึ่งในที่สุดก็เข้าตำราว่า ตายก็ไม่ตายโตก็ไม่โตประมาณนั้น

ผมมีสัญญาจ้างงานที่นี่จำนวน 1 ปี แต่ผมทำงานไม่ครบปีเพราะมีโรงแรมกำลังจะเปิดใหม่ ตั้งอยู่หน้าวังบูรพาภิรมย์ (ศูนย์การค้าเก่าแก่ของกรุงเทพ) เวลาผมเดินทางมาทำงานที่ห้างฯคาเธ่ย์ เขาวราช ต้องผ่านโรงแรมใหม่นี้ทุกวัน วิญญาณของความเป็นคนโรงแรมเก่ามันกระตุ้นให้ผมโหยหาที่จะทำงานโรงแรมอีก

ผมจึงหาเวลาว่างมาสำรวจข้อมูลที่โรงแรมใหม่นี้ว่าเป็นของใคร กำหนดจะเปิดเมื่อไร และทำอย่างไรจะพบเจ้าของโรงแรมได้ ซึ่งก็ไม่ยากเกินความสามารถของผมไปได้ เมื่อผมได้ข้อมูลครบถ้วนแล้ว จึงกำหนดวันดีเดย์เข้าพบเจ้าของโรงแรมทันที

ผมได้พบเจ้าของโรงแรมคนแรกคือ พ.ต.อ.(พิเศษ) นพ.กำพล ตังทัตสวัสดิ์ รอง ผอ.รพ.ตำรวจ ยังรับราชการอยู่ในขณะนั้น ตระกูลตังทัตสวัสดิ์ มีนพ.กำพลเป็นบุตรชายคนโต คนที่สองคือคุณสิงห์ ตังทัตสวัสดิ์ ทำงานอยู่เครือปูนซิเมนต์ไทยระดับผู้บริหารระดับสูง น้องสาวหนึ่งคน น้องชายคนสุดท้องคือ คุณอนันต์ ตังทัตสวัสดิ์ อดีตกรรมการผู้จัดการธนาคารอิสลามคนแรก

ผมคุยกับ นพ.กำพลหลายครั้ง แต่ละครั้งคุณหมอจะซักถามเรื่องราวต่างๆของการบริหารโรงแรมอย่างละเอียดถี่ถ้วน จนผมรู้สึกว่าคุณหมอจะหลอกถามผมหรือไง แต่ก็ยังมีความมั่นใจว่าจะได้ทำงานที่โรงแรมใหม่นี้แน่นอน การก่อสร้างตัวอาคารโรงแรมก็ใกล้จะเสร็จเรียบร้อยแล้ว เหลือแต่เพียงการติดตั้งอุปกรณ์และเครื่องใช้ตามห้องพักเท่านั้น

ในที่สุดหลังจากพบกับคุณหมอกำพลประมาณสิบกว่าครั้ง คุณหมอก็ถามผมว่าผมพร้อมที่จะทำงานได้เมื่อไร ผมก็พยายามพูดแบบสงวนท่าทีว่า ผมคงต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือนเพื่อลาออกจากห้างฯคาเธ่ย์ คุณหมอกำพลก็พูดว่าถูกต้องแล้ว อย่าทำให้ที่ทำงานเก่าเขาเสียหาย แสดงว่าคุณหมอกำพลนอกจากเป็นหมอแล้วยังมีความเป็นผู้บริหารที่ดีอีกด้วย

โพสท์ใน คนขายสินค้าโชห่วย | ใส่ความเห็น

ข้างหลังชีวิต ภาคมัชฌิมวัย ตอน”คนขายสินค้าโชห่วย”(2)

ผมต้องหยุดเว้นวรรคการทำงานอีกระยะหนึ่ง เพราะห้างฯลัคกี้แฟมิลี่สโตร์ปิดกิจการลง แต่ไม่นานเกินรอ คุณสมชาย สหนันท์พร อดีตผู้จัดการฝ่ายบุคคล ของห้างฯลัคกี้ฯก็ชวนให้ไปทำงานด้วยกันอีก ที่ห้างฯอาเชี่ยน ตลาดพระโขนง ติดกับธนาคารกรุงเทพ สาขาพระโขนง

คุณสมชาย มาทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคลและธุรการที่ห้างฯนี้ ผมก็ได้รับการว่าจ้างให้ทำงานในตำแน่งเดิมคือ ผู้จัดการแผนกฝึกอบรม เริ่มงานต้นเดือนมกราคม พ.ศ. 2529 ห้างฯอาเชี่ยนเป็นห้างฯเล็กๆที่ดัดแปลงมาจากอาคารพาณิชย์ สูง 5 ชั้น ด้านหน้ามีความกว้าง 10 คูหา บริหารงานในรูปบริษัทจำกัด โดยมี คุณอุดม (จำนามสกุลไม่ได้) เป็นกรรมการผู้จัดการ คุณสมบัติ (จำนามสกุลไม่ได้) เป็นผู้จัดการทั่วไป

ผู้บริหารระดับรองลงมาก็คือ คุณสมชาย สหนันท์พร เป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคลและธุรการ คุณวันชัย ใบมงคล เป็นผู้จัดการฝ่ายขาย ผม เป็นผู้จัดการแผนกฝึกอบรม คุณอนุสรณ์ สงวนศิลป์ เป็นผู้จัดการแผนกศิลป์ เป็นต้น

งานที่ห้างฯอาเชี่ยนนี้ผมทำงานคล้ายๆกับเป็นทางผ่านชั่วระยะเวลาสั้นๆ เพียง 5-6 เดือน แล้วก็โบยบินไปที่ห้างฯอื่นต่อไป

โพสท์ใน คนขายสินค้าโชห่วย | ใส่ความเห็น

ข้างหลังชีวิต ภาคมัชฌิมวัย ตอน”คนขายสินค้าโชห่วย”(1)

ขณะนี้คือปลาย พ.ศ. 2528 หลังจากที่ผมลาออกจากงานที่โครงการนิคมอุตสาหกรรมบางปูแล้ว ผมก็มาพักผ่อนอยู่กับบ้าน เพื่อทบทวนชีวิตว่าต่อไปจะทำมาหากินอะไรดี แต่ใจหนึ่งก็เชื่อมั่นในชาตาชีวิตของตนเองว่า คงจะไม่อับจนนักในเรื่องการหางานทำ เพราะประสบการณ์ในชีวิตที่ผ่านมาเป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดี

หลังจากอยู่กับบ้านได้ประมาณระยะหนึ่ง ก็มีโอกาสพบกับเพื่อนคนหนึ่งชื่อ ทวิช อุไรเริง สมัยที่ผมทำงานอยู่โรงแรมชวลิต เคยมาพบผมเรื่องการจัดตั้ง สถาบันพัฒนาผู้นำ และขอให้ผมช่วยประชาสัมพันธ์ให้ คุณทวิชบอกว่า อ.สมิต สัชฌุกร แนะนำให้มาหาผม วันนี้เขาทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายธุรการ ห้างสรรพสินค้าเมอร์รี่คิงส์ สาขาวังบูรพา

ต้องขอเรียนว่า ณ พ.ศ. นี้ เป็นยุคทองของห้างสรรพสินค้า ในกรุงเทพมหานครมีห้างสรรพสินค้าเปิดตัวขึ้นแทบจะเดือนละห้าง อาทิ ห้างสรรพสินค้าเดอะมอลล์ ขยายสาขาไปยึดครองพื้นที่ชานเมืองแทบจะครบสี่ทิศแล้ว ห้างสรรพสินค้าเอ็กเซล เปิดที่ประตูน้ำ ตรงที่เป็นห้างพันธ์ทิพย์ ห้างสรรพสินค้าคาเธ่ย์ ย่านเยาวราช ห้างสรรพสินค้าพาต้า ปิ่นเกล้า ห้างสรรพสินค้าเมอร์รี่คิงส์ ปิ่นเกล้า ฯลฯ คุณทวิช ถามผมว่าสนใจทำงานห้างสรรพสินค้าใหม ผมก็ตอบว่าน่าสนใจนะ คุณทวิชบอกผมว่าจะพาไปพบเพื่อนคนหนึ่ง ทำงานเป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคลอยู่ที่ห้างฯเปิดใหม่ ย่านบางกะปิ

คุณทวิช พาผมไปพบคุณสมชาย สหนันท์พร ที่ห้างสรรพสินค้า ลัคกี้แฟมิลี่สโตร์ ซึ่งเปิดใหม่ตั้งอยู่ด้านหลังเขตบางกะปิ คนละฝั่งคลองแสนแสบ ด้านหน้าติดถนนสุขาภิบาล 3 (ปัจจุบันคือ ถนนรามกำแหง) ตำแหน่งที่ผมได้รับการว่าจ้างคือ ผู้จัดการแผนกฝึกอบรม งานฝึกอบรมถือว่าเป็นงานที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากของห้างฯไม่ยิ่งหย่อนกว่างานอื่นๆ เพราะนอกจากจะทำการอบรมพนักงานประจำของห้างแล้ว ยังต้องอบรมพนักงานขายที่บริษัทซัพพลายเอ่อร์ส่งมาขายสินค้า เราเรียกพนักงานขายสินค้าทั่วไปว่า พนักงาน พีซี พนักงานขายสินค้าเครื่องสำอางว่า พนักงาน บีเอ ซึ่งห้างใหญ่ๆจะมีพนักงานประเภทนี้จำนวนเป็นร้อยคน ความจริงเรื่องที่อบรมก็คือการปฐมนิเทศเกี่ยวกับกฏ ระเบียบของห้างฯนั่นเอง

พนักงานขายประเภทนี้จะหมุนเวียนกันเข้ามาทุกเดือน บางครั้งพนักงานประเภทนี้ทำผิดระเบียบของห้างฯ เราขอส่งคืนบริษัทฯ หรือบริษัทฯส่งพนักงานใหม่เข้ามาทดแทนพนักงานเก่า ห้างฯจึงต้องมีการอบรมปฐมนิเทศกันทุกสัปดาห์

ห้างสรรพสินค้าลัคกี้แฟมิลี่สโตร์ เป็นห้างของคุณชัชวาลย์ สุวรรณไพรพัฒนะ คนไทยเชื้อสายจีน ซึ่งมีอาชีพดั้งเดิมเป็นช่างเคาะพ่นสีรถยนต์ ต่อมาตั้งอู่เคาะพ่นสีรถยนต์และพัฒนามาเป็นผู้รับเหมาก่อสร้าง เป็นนักพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ ซึ่งต่อมาเป็นผู้จัดสร้างหมู่บ้าน ทาวน์ อิน ทาวน์ ซอยวัดเทพลีลา และโรงแรมระดับสามดาวชื่อ โรงแรมทาวน์ อิน ทาวน์ ที่พัทยากลาง ชลบุรีและที่กรุงเทพ

คุณชัชวาลย์ บริหารงานระบบเถ้าแก่ ไม่มีระเบียบกฏเกณฑ์อะไรทั้งสิ้น โดยเฉพาะเรื่องการเงินมักจะใช้เงินผิดประเภทเสมอๆ ไม่มีใครกล้าทักท้วง (ถึงจะทักท้วงคุณชัชวาลย์ก็ไม่เชื่อ) อาทิ การนำเงินสดที่ขายสินค้าหน้าห้างฯแต่ละวัน ไปลงทุนซื้อที่ดินตามที่ต่างๆ กรณีนี้ทำให้เกิดการขาดสภาพคล่องทางการเงิน ที่วิกฤตที่สุดคือการจ่ายเช็คแล้วบริษัทซัพพลายเอ่อร์นำไปขึ้นเงินไม่ได้ เท่านี้แหละเสมือนไฟใหม้ฟางรู้กันไปทั่ววงการ ซัพพลายเอ่อร์ต่างพากันแอนตี้ไม่ยอมส่งสินค้าให้ บางรายที่ร้ายกว่านั้นยังขนสินค้ากลับก็มี ห้างฯทุกห้างฯจะอยู่ได้ก็เพราะซัพพลายเอ่อร์ให้เครดิตทั้งนั้น เมื่อประสบวิกฤติเช่นนี้ห้างฯของคุณชัชวาลย์จำต้องปิดกิจการลง หลังจากที่เปิดดำเนินการมาได้เพียง 10เดือนเท่านั้น

บรรดาพนักงานและผู้บริหารต่างก็พากันไปหางานที่อื่นทำ คุณชัชวาลย์ ก็หลบลี้หนีหน้าบรรดาเจ้าหนี้ที่พากันตามล่าจ้าละหวั่น ด้วยมูลค่าหนี้สินจำนวนหลายสิบล้านบาท

ผู้บริหารของห้างฯลัคกี้แฟมิลี่สโตร์ยุคแรกและยุคเดียวที่ผมพอจำได้คือ คุณสมชาย สหนันท์พร ผู้จัดการฝ่ายบุคคล คุณทวิช ปื่นแก้ว ผู้จัดการฝ่ายขาย ผม คุณวิวัย จิตต์แจ้ง เพิ่งมาทำงานได้เพียงสองเดือน ในตำแหน่งผู้จัดการแผนกสงเสริมการขาย (ลาออกมาจาก สวนสยาม)

ผมและคุณวิวัยทราบดีว่าคุณชัชวาลย์หลบซ่อนเจ้าหนี้อยู่ที่ไหน จึงไปพบแกเพื่อเป็นกำลังใจให้ (ความเป็นจริงคืออยากได้เงินเดือนสุดท้ายที่ยังไม่ได้จ่ายให้ผมและคุณวิวัย) ตลอดเวลาที่ไปเยี่ยมเยียนแกประจำจึงทำให้ผมและคุณวิวัย ถูกเรียกตัวมาทำงานอีกครั้งหนึ่ง เมื่อแกชนะคดีกรมการศาสนาเรื่องการสร้างอาคารพาณิชย์ ที่ซอยวัดแห่งหนึ่ง(จำชื่อวัดไม่ได้) ใกล้ๆกับบริษัทเครื่องสำอางมิสทีน ถนนรามกำแหง และสามารถยืนหยัดขึ้นมาได้อีกครั้งด้วยเงินที่ชนะคดีจำนวนสิบกว่าล้านบาท

โพสท์ใน คนขายสินค้าโชห่วย | ใส่ความเห็น