ข้างหลังชีวิต ภาคมัชฌิมวัย ตอน”คนทำหนังสือ”(2)

เมื่อประมาณปลายปี พ.ศ. 2537 ผมได้รับการชวนจากคุณไพบูลย์ สำราญภูติ ให้มาร่วมงานกันอีกที่ นิตยสาร “ชีวิตต้องสู้” รายสัปดาห์ ซึ่งเป็นหนังสือในเครือของ นสพ.”ผู้จัดการ” โดย สนธิ ลิ้มทองกุล เป็น(เป็นผู้ก่อตั้ง)

ท่านคงจะยังจำกันได้ว่าเมื่อประมาณ พ.ศ. 2527 คุณสนธิ ลิ้มทองกุล เพิ่งแจ้งเกิดด้วยการจัดพิมพ์ นิตยสาร”ผู้จัดการ” รายเดือน ขนาดรูปเล่มเท่ากับนิตยสาร “สรรสาระ” รายเดือน

จะเป็นเพราะความเก่งหรือความเฮง หรือทั้งเฮงและเก่งก็ตาม เพียงเวลาผ่านไปประมาณ 10 กว่าปี คุณสนธิสามารถสร้างอาณาจักรเครือ นสพ.ผู้จัดการขึ้นมาได้ มีโรงพิมพ์เป็นของตนเองคือ บริษัทโรงพิมพ์ตะวันออก ตั้งอยูที่หลักสี่ ตรงข้ามโรงแรมของคุณอัศวิน อิงคะกุลคือ โรงแรมมิราเคิ้ล

พูดถึงนิตยสาร”ชีวิตต้องสู้” เจ้าของหัวหนังสือนี้คือ คุณสันติ เศวตวิมล “แม่ช้อยนางรำ” ที่ดังมาจากหนังสือพิมพ์ไทยรัฐ และมาจับมือกับคุณสนธิปรับปรุงขึ้นมาใหม่ หลังจากที่หยุดชะงักไปนานพอสมควร

คุณไพบูลย์ สำราญภูติ มาเป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท ชีวิตต้องสู้ จำกัด ในฐานะผู้รับผิดชอบบริหารนิตยสารฉบับนี้ สำนักงานก็ตั้งอยูที่โรงพิมพ์ตะวันออกตามที่กล่าวมาแล้ว คุณสันติ เศวตวิมล เป็นบรรณาธิการบริหาร ผมมารับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร

นอกจากนี้ยังมีผู้บริหารอีกหลายฝ่าย และเจ้าหน้าที่กองบรรณาธิการ พูดถึงกองบรรณาธิการผมมีโอกาสพบกับ คุณสุธี มีศีลสัตย์ หลังจากที่พบกันครั้งแรกในฝ่ายโฆษณาโรงภาพยนตร์บางกอกเธียเตอร์ ของเสี่ยศุภชัย อัมพุช ที่ถนนราชปรารภ เมื่อประมาณ พ.ศ. 2510 และติดตามฝากข่าวท่านเรื่อยมาเมื่อตอนผมเป็นประชาสัมพันธ์โรงแรมชวลิต โลกมันกลมครับท่านจึงได้มาพบกันที่นี่อีก

เมื่อผมเข้าไปทำงานแล้วจึงทราบว่าที่นี่ค่อนข้างอันตราย เพราะมีการเล่นการเมืองภายในองค์กรค่อนข้างรุนแรงมาก มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่าย คุมเชิงคอนจับผิดกันตลอดเวลา ฝ่ายหนึ่งคือฝ่ายคุณไพบูลย์ สำราญภูติ ซึ่งก็พยายามนำเพื่อนสนิทมิตรสหายที่รู้ใจรู้ฝีมือกันมาทำงาน อีกฝ่ายหนึ่งก็คือฝ่ายคุณสันติ เศวตวิมล ซึ่งก็มีลูกน้องอยู่เป็นจำนวนมาก

การประชุมร่วมกันทั้งสองฝ่ายมักจะมีปัญหาไม่ลงรอยกันเสมอ ถามว่าคุณสนธิ ลิ้มทองกุลในฐานะประธานฯรู้ใหม ก็ต้องตอบตามความเป็นจริงว่า รู้ แต่ก็ยังไม่จัดการอะไรที่เป็นการหักหาญน้ำใจของสองฝ่ายลงไป เพราะคุณไพบูลย์ก็เป็นผู้มีพระคุณกันมาก่อน คุณสันติก็เป็นเพื่อนสนิทกัน และยังเป็นเจ้าของหัวหนังสืออีกด้วย

สุภาษิตจีนโบราณว่าไว้ “งานเลี้ยงย่อมมีวันเลิกลา” กรณีความขัดแย้งระหว่างคุณไพบูลย์กับคุณสันติ ก็เช่นกัน วันหนึ่งก็ถึงจุดแตกหัก คุณสนธิเลือกคุณสันติไว้ เพราะเป็นบรรณาธิการบริหารและมีลูกน้องเป็นนักหนังสือพิมพ์จำนวนมาก ปล่อยคุณไพบูลย์ไป ทุกอย่างก็จบลง สรุปแล้วผมทำงานที่นี่ประมาณ 10 เดือน (ตั้งแต่มกราคม ถึงตุลาคม 2538)

Advertisements
โพสท์ใน คนทำหนังสือ | ใส่ความเห็น

ข้างหลังชีวิต ภาคมัชฌิมวัย ตอน”คนขายบ้าน”(4)

เมื่อครั้งที่ผมไปเข้าอบรมหลักสูตร”เดอะบอสส์” รุ่นที่ 13 นั้น ผมไปพบกับลูกชายเจ้าของโรงหนังบางแครามา (พ.ศ. 2511) ตอนนั้นยังเป็นเด็กหนุ่มชอบสนุก ขับรถยนต์ BMW 2000 รุ่นล่าสุดสมัยนั้น เที่ยวกลางคืนเกือบทุกคืน เพราะพ่อเป็นเถ้าแก่โรงหนัง ผมเรียกชื่อเล่นเขาว่า “เสี่ยเจียง” วันนี้เขาคือ กำพล แสงเรืองกิจ เป็นกรรมการผู้จัดการ บริษัท สินทรัพย์นคร จำกัด มาเข้าอบรมรุ่นที่ 14

หลังจากที่คุยกับแบบคนที่รู้จักและคุ้นเคยกันแล้ว เขาก็บอกผมว่า หากผมมีอะไรที่เขาจะช่วยได้ ให้โทร.ไปคุยกับเขานะ

แล้วก็ถึงเวลานั้นที่เขาบอกไว้ ผมโทรไปหาเขาว่าอยากจะทำงานกับเขาด้วย เขาก็ตกลงด้วยความยินดี สำนักงานของเขาตอนนั้น(พ.ศ. 2535) ตั้งอยู่ที่หน้าหมู่บ้าน สินทรัพย์นคร ถนนพุทธมณฑลสาย2 ผมเข้าทำงานในตำแหน่ง ผู้จัดการฝ่ายบุคคลและธุรการ บริษัทมีพนักงานประจำอยู่ที่สำนักงานประมาณ 30-35 คน แต่มีพนักงานที่อยู่ตามโครงการก่อสร้าง(ไซด์งาน) หลายคน เช่น พนักงานโฟร์แมน พนักงานขายประจำโครงการ เป็นต้น สรุปแล้วมีพนักงานทั้งหมดประมาณ 100 คน

สำหรับผู้บริหารมีดังนี้ คุณกำพล แสงเรืองกิจ เป็นกรรมการผู้จัดการ น้องสาวคนสุดท้องเป็นผู้จัดการฝ่ายบัญชีและการเงิน น้องเขยเป็นผู้จัดการทั่วไป คุณนิรันดร์ (จำนามสกุลไม่ได้) เป็นผู้จัดการฝ่ายการตลาดและขาย ผม เป็นผู้จัดการฝ่ายบุคคลและธุรการ และมีวิศวกร(จำชื่อไม่ได้)เป็นผู้จัดการฝ่ายก่อสร้าง

บริษัท สินทรัพย์นคร จำกัด ดูเป็นบริษัทขนาดเล็กแต่มีกิจการค่อนข้างใหญ่ มีโครงการหมู่บ้านจัดสรรที่สร้างสำเร็จและขายหมดแล้วหลายโครงการ เช่น หมู่บ้านพุดตาล (ซอยเพชรเกษม 81 เข้าตลาดหนองแขม) หมู่บ้านพรรณิการ์ ซอยกาญจนาภิเษก เชื่อมต่อซอยจรัญสนิทวงศ์13) หมู่บ้านจัดสรรที่บางบัวทอง และกำลังขึ้นอีกหลายโครงการ

จุดเด่นของบริษัทคือมีที่ดินอยู่ในมือ(Land Bank) จำนวนหลายแปลง ซื้อมานานแล้วสมัยพ่อเป็นเถ้าแก่โรงหนังบางแครามา ซื้อมาในราคาถูกๆ เมื่อนำมาสร้างเป็นหมู่บ้านจัดสรรจึงมีต้นทุนที่ถูก สามารถขายได้ราคาไม่แพง รูปแบบบ้านสวยและมาตรฐานการก่อสร้างที่ดี จึงทำให้ทุกโครงการขายได้หมดในเวลาไม่นานนัก

คุณกำพล แสงเรืองกิจ มีความประสงค์ที่จะนำบริษัทฯเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ เพราะภรรยาเป็นผู้ลงทุนในตลาดหลักทรัพย์มานานแล้ว จึงนำบริษัทฯจดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชน แต่ไม่ทราบว่าติดปัญหาอะไรจึงไม่สามารถนำบริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ได้ (เพราะผมลาออกมาก่อน)

ผมมาทำงานกับคุณกำพลจึงพบว่า พฤติกรรมและวัฒนธรรมการบริหารงานงานแตกต่างกับพ่ออย่างสิ้นเชิง สมัยเถ้าแก่โรงหนังบางแครามานั้น เป็นแบบเถ้าแก่ แต่คุณกำพลเป็นแบบเสี่ยรุ่นใหม่ แต่อย่างไรก็ตามลูกไม้ก็หล่นไม่ไกลต้นตามที่คนโบราณว่าไว้

โพสท์ใน คนขายบ้าน | ใส่ความเห็น

ข้างหลังชีวิต ภาคมัชฌิมวัย ตอน”คนขายสัมมนาฯ”(3)

ช่วงทศวรรษพ.ศ. 2530-2540 นับเป็นช่วงตลาดอบรมและสัมมนาบูมสูงสุด นอกจากสถาบันพัฒนาทรัพยากรบุคคล ยังมีองค์กรที่จัดอบรมสัมมนาในรูปแบบสมาคมอีกหลายสมาคม อาทิ สมาคมการจัดการงานบุคคล(PMAT) สมาคมการจัดการธุรกิจ(TMA) สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย เป็นต้น และคณะต่างๆของมหาวิทยาลัยมีชื่อ อาทิ คณะรัฐศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ยังเข้ามามีส่วนในการแบ่งตลาดการอบรมและสัมมนานี้ด้วย

กลยุทธทางการตลาดที่สถาบันพัฒนาทรัพยากรบุคคลใช้ ในการขายหลักสูตรการอบรมฯคือ การตั้งชื่อหลักสูตรให้จูงใจ เช่นเดียวกับการตั้งชื่อภาพยนตร์ อาทิ หลักสูตร “จะเป็นผู้จัดการขายยุคใหม่ต้องพัฒนาตนอย่างไร” “สู่มิติใหม่ของเลขานุการทันสมัย” “ศาสตร์และศิลป์ในการเป็นผู้บังคับบัญชา” “เทคนิคการบริหารค่าจ้างเงินเดือนและการวางแผนงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ” “เทคนิคการบริหารสวัสดิการอาวุธและอาภรณ์ขององค์กร” “กลยุทธการบริหารลูกค้าสัมพันธ์เพื่อความเป็นเลิศด้านการขาย” “ศาสตร์และศิลป์การเป็นนักประชาสัมพันธ์มืออาชีพ” ฯลฯ เป็นต้น

สำหรับวิทยากรที่จะเชิญมาบรรยายหรือผู้นำการสัมมนา จากประสบการณ์ของผมสามารถแบ่งออกได้เป็นสองประเภทคือ วิทยากรที่ใช้ความรู้เป็นหลัก เช่น ศาสตราจารย์ภิธาน ไกรฤทธิ์ บุณยเกียรติ ประจวบ อินอ็อต (ถึงแก่กรรมแล้ว) ยาซีน เอส เอ็ม มูตู ไพบูลย์ สำราญภูติ ผศ.ดร.กิ่งพร ทองใบ รังสฤษดิ์ จันทรัตน์(นักวิขาการกรมสรรพากร) กมล รัตนวิระกุล เสถียรภาพ พันธ์ไพโจน์ เสนีย์ แดงวัง ฯลฯ วิทยากรที่ใช้ศิลปะการพูดเป็นหลัก เช่น ทินวัฒน์ มฤคพิทักษ์ เสน่ห์ ศรีวุรรณ จตุพร ชมภูนิช ฯลฯ นอกจากนี้ยังต้องพิจารณาว่าวิทยากรที่เชิญมาบรรยายนั้น มีประสบการณ์การพูดในหัวข้อเรื่องอะไร หากเชิญผิดงานอาจจะมีปัญหาเกิดขึ้นได้

สำหรับการประชาสัมพันธ์หลักสูตรที่ใช้กันตอนนั้นคือ ส่งโบรชัวร์ไปยังกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย ส่งข่าวไปลง นสพ.รายวัน เช่น ไทยรัฐ (มีประสิทธิภาพมากที่สุด แต่ก็ลงข่าวยากที่สุดเช่นกัน)

สถานที่อบรมก็ใช้โรงแรมชั้นหนึ่งระดับสามดาว เช่น โรงแรมอินทรา ประตูน้ำ โรงแรมแมนดาริน สามย่าน โรงแรมมณเฑียร สุริวงศ์ โรงแรมโนโวเทล เป็นต้น จำนวนผู้เข้าอบรมแต่ละหลักสูตรถัวเฉลี่ยจะอยู่ประมาณ 30-40 คน ถือว่าประสบความสำเร็จแล้ว เพราะต้นทุนค่าใช้จ่ายจะอยู่ประมาณ 10-15 คน (Break Even) อัตรค่าเข้าอบรมประมาณคนละ 1,500-2,000 บาท (ยังไม่รวมภาษีมูลค่าเพิ่ม)

สถาบันพัฒนาทรัพยากรบุคคล จัดอบรมหลักสูตรต่างๆเดือนละ ประมาณ 3-4 หลักสูตร นอกจากนี้ยังรับจัดอบรมภายในบริษัท (Inhouse Trainning) อีกด้วย การจัดอบรมประเภทนี้มีกำไรมากกว่าการจัดอบรมทั่วไปตามโรงแรม เพราะไม่ต้องเสี่ยงว่าจะมีผู้เข้าอบรมมากน้อยแค่ไหน บริษัทที่เป็นลูกค้าของสถาบันฯมีอยู่หลายแห่งในย่านสมุทรสาคร และบริษัทที่มีชื่อเสียง เช่น บริษัท โมบิลออย จำกัด บริษัท ตรีเพชร (อีซูซุ) จำกัด เป็นต้น

การทำงานอะไรก็ตามย่อมมีปัญหาเข้ามาเป็นอุปสรรคอยู่เสมอ ผมก็ประสบปัญหาสมองไหล(พนักงานถูกซื้อตัว) มีบริษัทจัดอบรมเกี่ยวกับภาษีอากรแห่งหนึ่ง ตั้งอยู่แถวบางซ่อน ไปจัดอบรมพร้อมกับสถาบันฯของผมที่โรงแรมอินทรา เห็นพนักงานของผมมีบุคลิกที่ดี หน้าตาสวยงาม มีความคล่องตัวในการทำงานทุกอย่าง ตั้งแต่การกล่าวต้อนรับผู้เข้าอบรม การแนะนำวิทยากรรับเชิญ ฯลฯ ทั้งนี้เพราะผมพิถีพิถันในการว่าจ้างพนักงาน ต้องมีการศึกษาจบระดับปริญญาตรี บุคลิกดี บริษัทฯดังกล่าวเห็นแล้วถูกใจ จึงชวนไปอยู่กับเขา ตอนนั้นผมจ้างคนละ 1,200 บาท เขาให้ราคาทันทีคนละ 2,500 บาท เรียกว่าซื้อโดยไม่สร้างคน พนักงานของผม 5 คนที่สามารถออกงานได้ ถูกซื้อตัวไปหมด

ตอนนั้นผมเซ็งมากแต่ไม่โทษพนักงานนะ เพราะอนาคตของเขา เขามีสิทธิ์ที่จะเลือกได้ว่าจะอยู่ที่ไหน ผมหมดกำลังใจที่จะสร้างคนอีกแล้ว เผอิญตอนนั้นคุณเฉิดศักดิ์ ประธานกรรมการบริษัทฯ มีที่ปรึกษาคนใหม่เป็นอาจารย์มาจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง เขาศรัทธาที่ปรึกษาคนใหม่นี้มาก ทำนองคนใหม่ไฉไลกว่าคนเก่านั่นเอง ผมเริ่มมีความขัดแย้งกับเขา ในที่สุดก็ทราบว่าที่ปรึกษาคนใหม่เขาจะมาบริหารบริษัทฯที่ผมเป็นกรรมการผู้จัดการ ผมก็โอเคตกลงแต่มีข้อแม้ว่า ห้ามมิให้ดำเนินการอบรมในนามสถาบันฯที่ผมเป็นผู้อำนวยการ ทุกอย่างก็จบลงด้วยประการฉะนี้

ผมก็กลับมานอนพักอยู่บ้านพร้อมกับชื่อสถาบันฯที่ผมตั้งขึ้น และประวัติการทำงานที่ผ่านมาในอดีต ต่อมาก็ทราบว่าที่ปรึกษาคนใหม่ก็ไม่สามารถจะดำเนินการอะไรได้ เพราะขาดประสบการณ์เกี่ยวกับงานอบรมสัมมนา ไม่มีพนักงานที่จะทำงาน (เพร่ะถูกซื้อตัวไปหมดแล้ว) มีแต่สำนักงานและเฟอร์นิเจอร์ประดับสำนักงานเท่านั้น

โพสท์ใน คนขายสัมมนาฯ | ใส่ความเห็น

ข้างหลังชีวิต ภาคมัชฌิมวัย ตอน”คนขายสัมมนาฯ”(2)

เมื่อ พ.ศ. 2535 นับว่าเป็นยุคทองของตลาดฝึกอบรมและสัมมนาก็ว่าได้ เพราะมีคนสนใจเข้ารับการอบรมหลักสูตรต่างๆ อาทิ หลักสูตรการตลาดและการขาย หลักสูตรการพัฒนาตนเองในสาขาอาชีพต่างๆเข่น นักขาย เลขานุการ นักประชาสัมพันธ์ เป็นต้น

ผมเสนอคุณเฉิดศักดิ์ว่า หากจะจัดสัมมนาในชื่อ บริษัทฯ อาจจะไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร เพราะผู้คนจะมองว่าเป็นการค้าเกินไป น่าจะจัดตั้งเป็นสถาบันขึ้น นั่นคือแนวคิดการจัดตั้ง “สถาบันพัฒนาทรัพยากรบุคคล” ขึ้น โดยผมรับหน้าที่เป็นผู้อำนวยการสถาบันฯ

ก่อนที่จะดำเนินการธุรกิจจัดอบรมและสัมมนา ผมเสนอคุณเฉิดศักดิ์ว่าควรจะมีการประชาสัมพันธ์แนะนำบริษัทฯและสถาบันฯ ด้วยการจัดสัมมนาพิเศษขึ้น เชิญบุคคลกลุ่มเป้าหมายและบริษัทฯต่างๆมาร่วมงาน ทุกอย่างฟรีสำหรับผู้เข้าร่วมสัมมนาฯนี้

กำหนดจัดงานขึ้นที่ ห้องแกรนด์บอลลรูม โรงแรมแลนด์มาร์ค ถนนสุขุมวิท ตั้งแต่เวลา 13.00 น.ถึง 17.00 น. ปรากฏว่ามีผู้สนใจเข้าร่วมงานสัมมนาพิเศษนี้จำนวนเกือบ 500 คน ผมเรียนเชิญ ศ.ดร.นิพนธ์ ศศิธร มาเป็นประธานงานสัมมนา และบรรยายพิเศษ

สำหรับคณะวิทยากรที่มาร่วมการสัมมนาคือ อ.สมิต สัชฌุกร,อ.เสนีย์ แดงวัง, อ.เพ็ญจันทร์ อัศวโสภณ

เพื่อนๆร่วมรุ่นของคุณเฉิดศักดิ์ จาก เดอะบอสส์ รุ่นที่ 10 มาร่วมแสดงความยินดี

บรรดาผู้มาร่วมสัมมนาพิเศษเต็มห้องแกรนด์บอลลรูม โรงแรมแลนด์มาร์ค

โพสท์ใน คนขายสัมมนาฯ | ใส่ความเห็น

ข้างหลังชีวิต ภาคมัชฌิมวัย ตอน”คนขายสัมมนาฯ”(1)

หลังจากที่ผมมาทำงานที่ บริษัท ศรีวรา แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ ของคุณชัชวาลย์ สุวรรณไพรพัฒนะได้ประมาณปีกว่า ผมก็ได้รับการชวนจาก คุณสุทธิพงษ์ วงศ์อุปราช(รู้จักกันมาหลายปี) ประธานกรรมการบริษัท โอ.อี.เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทผลิตเครื่องระบายความร้อนสำหรังโรงงานทอผ้า และอุปกรณ์เครื่องทำความเย็นสำหรับโรงงานอุตสาหกรรม ตั้งโรงงานอยู่ที่ ซอยเอกชัย 1 หลังศาลอาญา ธนบุรี

บริษัทนี้ คุณเฉิดศักดิ์ สืบทรัพย์ เป็นกรรมการผู้จัดการ คุณเฉิดศักดิ์พื้นเพเป็นลูกชาวสวนแถวบางขุนเทียน เรียนจบแค่ ชั้น ปวช. สาขาเครื่องยนต์ อาศัยเป็นคนที่มีความคิดริเริ่มดี หลังจากจบการเรียนแล้วก็ไม่ได้เรียนต่อ แต่หันมาเอาดีทางด้านการทำงานธุรกิจด้วยตนเอง เริ่มด้วยตั้งร้านเล็กๆรับซ่อมแอร์ตามบ้าน ซื้อแอร์เก่าแล้วขายแอร์ใหม่ ทำไปทำมาจนมีเงินก้อนใหญ่ จึงมาซื้อที่ดินในซอยเอกชัย 1 ตั้งโรงงานซ่อมเครื่องระบายความร้อนโรงงานทอผ้า ย่านอ้อมใหญ่ สามพราน ด้วยความเป็นคนที่มีความคิดริเริ่มดีมาตั้งแต่ต้น ธุรกิจนี้จึงเจริญรุ่งเรืองมาก วันที่ผมไปรู้จักเขาที่โรงงาน เขามีพนักงานช่างเกือบร้อยคน แต่เขาเป็นคนที่ไม่รู้จักการบริหารคน พนักงานของเขาจึงเข้า-ออกจากงานเป็นว่าเล่น สร้างความรำคาญใจให้เขามาก นี่คือเหตุผลที่เขาต้องการให้ผมไปเป็นที่ปรึกษาเขาในด้านการบริหารคน

ด้วยค่าตอบแทนที่ดูเหมาะสมและใกล้บ้านพักของผมที่บางแค ผมจึงตกลงมาเป็นที่ปรึกษาให้เขา ตอนแรกตกลงว่าให้ผมมาทำงานเฉพาะวันจันทร์ พุธ และศุกร์ เข้างานและออกงานเวลาใดก็ได้ตามสะดวก ซึ่งก็ดูดีนะ

ผมมาเริ่มงานเมื่อต้นปี พ.ศ. 2532 งานที่ปรึกษานี้เป็นงานแรกในชีวิตที่ผมทำ มันเป็นงานที่ดูสบายๆมีแต่ประชุมคุยกัน คุณเฉิดศักดฺ์มักจะมีคำถามถามผมมากมาย ผมก็ให้คำตอบไปตามที่เป็นความจริงและปฏิบัติได้ ต่อมาคุณเฉิดศักดิ์ก็บอกผมว่าจะส่งให้ผมเข้ารับการอบรมหลักสูตร “The Boss” ของ สถาบัน ดร.หลุยส์ จำปาเทศ ซึ่งกำลังได้รับความนิยมอย่างสูงในหมู่ผู้ประกอบการธุรกิจ(เถ้าแก่)หลากหลายสาขา คุณเฉิดศักดิ์เคยเข้ารับการอบรมหลักสูตรนี้มาแล้วเป็นรุ่นที่ 10 ผมเข้ารับการอบรมเป็นรุ่นที่ 13

หลักสูตรนี้จะประกอบไปด้วยวิชาจิตวิทยาในการบริหาร สอนโดยอาจารย์ ดร.หลุยส์ จำปาเทศ การวิเคราะห์การเมืองระหว่างประเทศ สอนโดย คุณพิชัย วาสนาส่ง การบริหารจัดการเบื้องต้น บัญชีและการเงินเบื้องต้นสำหรับผู้ประกอบการ ฯลฯ มีวิทยากรอีกหาลายท่านที่มาสอน หลักสูตรนี้มีผู้เข้าอบรมรุ่นละประมาณ 50-60 คน (คล้ายๆกับหลักสูตร รัฐศาสตร์ประยุกต์ ของสมาคมรัฐศาสตร์แห่งประเทศไทย) วัฒนธรรมของหลักสูตรนี้เน้นที่การแต่งกายต้องดูดีสมกับเป็นนักธุรกิจผู้ประกอบการ ดังนั้นผู้เข้าอบรมจึงต้องสวมสูทตั้งแต่วันแรกเที่เข้าอบรม สังเกตุดูบางคนก็ไม่คุ้นเคยกับการสวมสูทตลอดทั้งวัน

จัดอบรมเฉพาะวันเสาร์เดือนละ 1 ครั้ง เวลา 09.00 น.ถึง 17.00 น. รวมเวลา 10 ครั้ง(10เดือน) เริ่มเปิดการอบรมที่โรงแรมโอเรียลเต็ล และจะจัดอบรมตามโรงแรมชั้นหนึ่งระดับไม่ต่ำกว่า 4 ดาว จนจบหลักสูตร วันอบรมสุดท้ายมักจะไปจัดตามต่างจังหวัดและมีการจัดงานฉลองสังสรรค์กันอย่างใหญ่โต เชิญผู้เข้าอบรมรุ่นก่อน(รุ่นพี่) และผู้เข้าอบรมรุ่นต่อมา(รุ่นน้อง)มาร่วมงานกันอย่างสนุกสนาน

ผู้เข้าอบรมหลักสูตรนี้รวมตัวกันจัดตั้งเป็น “ชมรมเดอะบอสส” เมื่ออบรมได้ 5 รุ่น และต่อมาจัดตั้งเป็นสมาคมชื่อ สมาคมเดอะบอสส์ มาจนถึงวันนี้มีผู้เข้าอบรมประมาณ 80 กว่ารุ่นแล้ว

ผมเล่ามายืดยาวนี้มันมีเหตุผลครับคือ คุณเฉิดศักดิ์มีความคิดว่าจะทำธุรกิจเกี่ยวกับบริการการจ้างงานและการจัดอบรมสัมมนาให้กับเพื่อนฝูง  และคนที่รู้จักในแวดวงผู้เข้าอบรมหลักสูตร เดอะบอสส์ ที่นับวันจะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นทุกที การส่งผมเข้ารับการอบรมฯก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกับความคิดที่จะทำ

นั่นคือที่มาของการจัดตั้งบริษัทในเครือขึ้นชื่อว่า บริษัท ฮิวแมนรีสอร์ซแมนเนจเมนต์ จำกัด (Human Resource Management Co. Ltd) ทุนจดทะเบียนหนึ่งล้านบาท คุณเฉิดศักดิ์ สืบทรัพย์ ดำรงตำแหน่งประธานกรรมการฯ ผมดำรงตำแหน่ง กรรมการผู้จัดการ รายละเอียดต้องอ่านต่อตอนหน้าครับ

โพสท์ใน คนขายสัมมนาฯ | ใส่ความเห็น

ข้างหลังชีวิต ภาคมัชฌิมวัย ตอน”คนขายบ้าน”(3)

แล้วผมกับคุณวิวัยก็คืนสู่เหย้าอีกครั้ง กับการมาทำงานกับคุณชัชวาลย์ สุวรรณไพรพัฒนะ ขณะนี้แจ้งเกิดเต็มตัวในฐานะเจ้าของโครงการหมู่บ้าน “ทาวน์ อิน ทาวน์” ซอยวัดเทพลีลา เชื่อมต่อกับซอยลาดพร้าว 86 บนเนื้อที่อันกว้างใหญ่หลายสิบไร่ ที่ดินผืนนี้ทราบว่าซื้อมาจากคุณสุระ จันทร์ศรีชวาลา (ผู้มีสมญานามว่านักซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า เฉพาะที่ดินนะ) ในราคามิตรภาพ โครงการทั้งหมดดำเนินการในนามบริษัท ศรีวรา แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ จำกัด โดยคุณชัชวาลย์ ดำรงตำแหน่ง ประธานกรรมการฯ คุณวราภรณ์ สุวรรณไพรพัฒนะ ศรีภรรยาคู่ทุกข์คู่สุข เป็นกรรมการผู้จัดการ

ณ พ.ศ. นี้คือ 2532 ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์กำลังเริ่มบูมเต็มที่ คุณชัชวาลย์จึงไม่รอช้าเร่งเปิดโครงการตามมาอีกสามโครงการคือ สร้างคอนโดมิเนียมที่พัทยาใต้ชื่อโครงการว่า “คอนโดเทลเคียงทะเล” ขายได้หมดในเวลาอันรวดเร็ว และโครงการสร้างโรงแรมระดับสามดาวชื่อโรงแรม ทาวน์ อิน ทาวน์ที่พัทยากลาง  และโรงแรมชื่อเดียวกันนี้ที่หมู่บ้าน ทาวน์ อิน ทาวน์ ซอยวัดเทพลีลา นอกจากนี้ยังร่วมลงทุนกับนักธุรกิจจีนแดงสร้างโรงงานผลิตเกลือไอโอดีนที่จังหวัดฉะเชิงเทราด้วย

คราวนี้ถือว่าดวงชาตาด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ของคุณชัชวาลย์ไปได้ดีมาก ทุกโครงการประสบความสำเร็จอย่างน่าพอใจ นอกจากโครงการสร้างโรงงานผลิตเกลือเท่านั้น ที่ยังมีปัญหาเกี่ยวกับเครื่องจักรไม่ได้มาตรฐาน พนักงานช่างชาวจีนแดงที่เดินทางเข้ามาเป็นผู้เชี่ยวชาญมีปัญหาเรื่องการติดต่อสื่อสารกับคนไทยที่ร่วมงาน

งานที่ผมรับผิดชอบดูแลคือ ผู้จัดการฝ่ายบุคคลและธุรการ อันเป็นงานที่ค่อนข้างจะถนัดและมีทักษะเพิ่มมากขึ้น เพราะทำหน้าที่นี้มาหลายสาขาธุรกิจแล้ว แต่อย่างไรก็ตามขึ้นชื่อว่างานบริหารบุคคลแล้ว ย่อมมีปัญหาแน่นอน ไม่มีปัญหากับพนักงานก็มีปัญหากับนายจ้าง นี่เป็นสัจธรรมนะ

คุณชัชวาลย์ สุวรรณไพรพัฒนะ วันนี้ถึงแม้ว่าจะมีผู้บริหารมืออาชีพมาช่วยงานหลายระดับและหลายคนแล้วก็ตาม ก็ยังยึดติดกับระบบบริหารแบบเถ้าแก่อยู่นั่นเอง หลายเรื่องยังต้องตัดสินใจด้วยตนเอง หลายเรื่องยังไม่ค่อยฟังใครสักเท่าไร นอกจากทนายคู่ใจที่ช่วยกันมาครั้งหลบหนีเจ้าหนี้คดีเช็คในอดีต เรื่องนี้ทำความหนักใจให้กับมืออาชีพที่มาช่วยงานและไม่คุ้นกับระบบเถ้าแก่ ส่วนผมนั้นรับได้สบายๆเพราะค่อนข้างจะชินกับระบบเถ้าแก่มาหลายงานแล้ว

แต่อย่างไรก็ตามจากการวิเคราะห์ของผมแล้ว งานที่นี่ก็ยังไม่ใช่งานที่มั่นคงอะไรนัก เป็นงานที่ทำไปได้เรื่อยๆพอประคองตัวอยู่และมีรายได้พอเลี้ยงครอบครัวได้เท่านั้น ผมยังต้องแสวงหางานที่ดีและมั่นคงต่อไปอีก ชีวิตนี้คงต้องเหนื่อยอีกหลายปี

โพสท์ใน คนขายบ้าน, คนค้าที่ดิน, คนค้าเงิน | ใส่ความเห็น

ข้างหลังชีวิต ภาคมัชฌิมวัย ตอน”คนทำหนังสือ”(1)

ผมลาออกจากงานที่โรงแรม แกรนด์ เดอ วิลล์ ประมาณต้นปี พ.ศ. 2531 งานต่อไปที่รองรับผมคือ ที่บริษัท โปรเฟสชั่นแนลแมนเนจเมนต์ จำกัด ซึ่งดำเนินธุรกิจจัดทำนิตยสารรายเดือนชื่อ “นักขาย” มีขนาดรูปเล่มแบบเดียวกับนิตยสาร รีดเดอร์ไดเจ็สต์ ฉบับภาษาไทยชื่อ สรรสาระ นั่นเอง

บริษัทนี้ประธานกรรมการคือ คุณไพบูลย์ สำราญภูติ (เจ้าเก่า) คุณสมใจ สำราญภูติ เป็นกรรมการผู้จัดการ ผมมารับงานตำแหน่ง ผู้จัดการทั่วไป สำนักงานตั้งอยู่ที่ ซอยโรงภาพยนตร์โคลัมเบีย ถนนพหลโยธิน เขตจตุจักร กทม.

ช่วงที่ผมมารับงานบริษัทได้พิมพ์นิตยสาร นักขายไปแล้วหลายฉบับ ผู้บริหารของนิตยสารนักขายประกอบไปด้วย คุณไพบูลย์ สำราญภูติ เป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์โฆษณา บรรณาธิการบริหาร คุณวิษณุ ทรัพย์สุวรรณ หัวหน้ากองบรรณาธิการ คุณพนิต สุวรรณวาจกกสิกิจ กองบรรณาธิการและนักเขียนประจำมีหลายท่าน อาทิ ชูเกียรติ กาญจนชาติ ไชยยงค์ เจริญเมือง ประสาร มฤคพิทักษ์ เสนีย์ แดงวัง อมร ถาวรมาศ ไพโรจน์ ลิมปกาญจน์ ฯลฯ เป็นต้น สำหรับที่ปรึกษานั้นมีจำนวนหลายสิบท่าน

นิตยสารนักขายมีสารคดีเกี่ยวกับการตลาดและการขาย ซึ่งนักเขียนแต่ละท่านก็มีความรู้และประสบการณ์อย่างดียิ่ง พูดง่ายๆว่าหากนักขายทั้งหลายอ่านนิตยสารนี้เล่มเดียวจะได้รับความรอบรู้อย่างครบครันทีเดียว แต่น่าเสียดายที่ยอดจำหน่ายของนิตยสารฉบับนี้ไม่ดีเท่าที่ควร และมีปัญหาเกี่ยวกับสายส่ง ต่อมาจึงวางจำหน่ายหนังสือตามแผงเอง นอกจากนี้บริษัทยังมีฝ่ายจัดสัมมนาและอบรมด้วย เพื่อจัดสัมมนาเกี่ยวกับเรื่องการตลาดและการขายที่อยู่ในความสนใจของสังคมธุรกิจในขณะนั้น

งานสัมมนาและอบรมได้รับความสำเร็จเป็นอย่างดี จัดสัมมนาบางรายการมีผู้เข้าร่วมจำนวนหลายร้อยคนก็มี เช่น จัดสัมมนาเรื่อง โจ จีราร์ดยอดนักขาย ที่ห้องมรกต โรงแรมอินทรา ประตูน้ำ มีผู้เข้าร่วมสัมมนาจำนวนเกือบ 500 คน และต้องจัดเป็นประจำปีละหนึ่งครั้งอยู่สองสามปี โดย คุณไพบูลย์ สำราญภูติ เป็นวิทยากร เอง

ปัญหาที่น่าหนักใจของผู้จัดพิมพ์นิตยสารในเมืองไทย เป็นปัญหาที่มีมานานแล้ว เช่น ยอดจำหน่ายไม่ดี โฆษณาไม่เข้า จึงทำให้นิตยสารดีๆหลายฉบับต้องปิดตัวเองลงอย่างน่าเสียดาย นิตยสาร “นักขาย”ก็อยู่ในแนวนี้เช่นกัน

หลังจากที่บริษัทจัดพิมพ์นิตยสารมาได้ประมาณสามปีกว่าก็ต้องปิดตัวลง เพราะภาระค่าใช้จ่ายต่างๆเพิ่มขึ้น เช่นค่าใช้จ่ายในการจ้างโรงพิมพ์ เป็นต้น

ในช่วงท้ายๆที่จะปิดตัวลงนั้น ผมได้ช่วนคุณวิวัย จิตต์แจ้ง มาช่วยทำงานในด้านส่งเสริมการขายด้วย เมื่อเห็นว่ากิจการคงจะทำต่อไปไม่นาน ผมจึงให้คุณวิวัยไปติดต่อคุณชัชวาลย์ สุวรรณไพรพัฒนะ อดีตเจ้าของห้างฯลัคกี้แฟมิลี่สโตร์ ที่ล่มสลายไปตามที่เขียนเล่ามาในตอนก่อนนั้น เพราะมีข้อมูลว่าได้มีเงินทุนก้อนใหญ่มาจัดทำหมู่บ้านทาวน์ อิน ทาวน์ ที่ซอยวัดเทพลีลา

คุณวิวัย มาแจ้งว่าคุณชัชวาลย์ยินดีชวนให้เราทั้งสองคนไปช่วยทำงานอีกครั้ง ดังนั้นเราทั้งสองคนจึงอำลาจากนิตยสาร “นักขาย” หลังจากที่ผมมาช่วยงานได้ประมาณหกเดือน คุณวิวัยมาช่วยงานประมาณสามเดือน

โพสท์ใน คนทำหนังสือ | ใส่ความเห็น